นางประพันธ์ศิริ สุเสารัจ นายกสมาคมการศึกษาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีมหาวิทยาลัยล้นตลาด ไม่สอดคล้องกับจำนวนนักศึกษานั้น ปัจจุบันยังมีปัญหาซ้ำซ้อน แต่ละมหาวิทยาลัยมีการเปิดวิทยาเขต บางแห่งไม่มีศักยภาพในสาขานั้นๆ แต่ก็มีเปิดหลักสูตรโดยหวังผลทางธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาและยังพบว่าสถาบันอุดมศึกษา หลายแห่งเปิดหลักสูตรที่ซ้ำซ้อน ทั้งกับสถาบันอื่น และซ้ำซ้อนกับมหาวิทยาลัยตัวอง เช่นปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรวิชาชีพครูไม่น้อยว่า 130 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้ชื่อต่างกันไปเช่นเดียวกับหลักสูตรอื่น ๆ บางมหาวิทยาลัยมีหลายวิทยาเขตตั้งอยู่ในหลายภูมิภาค ก็เปิดหลักสูตรเดียวกัน ทำให้ผู้เรียนกระจายไปเรียนตามที่ต่างๆ เป็นเหตุให้บางแห่งมีผู้เรียนจำนวนน้อยมาก หรือไม่มีเลย
“สิ่งที่กล่าวมานั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ ยังเกิดความขัดแย้งภายในระหว่างคณะ สาขาวิชา ฯลฯ ช่วงชิงนักศึกษาเข้ามาเรียน กระทบต่อคุณภาพผู้เรียน เกิดภาวะบัณฑิตล้นตลาดในขณะที่คุณภาพมาตรฐานไม่เป็นไปตามความต้องการสังคม เห็นได้จากจำนวนความต้องการบัณฑิตกับจำนวนบัณฑิตที่สอบเข้าทำงานได้ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประกาศรับสมัครครู 11,877 คน สมัคร 175,403 คน ผ่าน 40,737 คน คิดเป็น 28.31% เป็นต้น” นางประพันธ์ศิริ กล่าว
นางประพันธ์ศิริ กล่าวต่อว่า ส่วนจำนวนมหาวิทยาลัยที่เหมาะสม ควรเป็นเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของประเทศ การกำหนดจำนวน ควรต้องไปดูแผนการพัฒนาประเทศว่าเป็นไปในทิศทางใด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้าไปศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการกำลังคนให้ลึกซึ้ง เช่น การผลิตครูของ ประเทศสิงคโปร์ มีสถาบันที่เปิดสอนแห่งเดียวคือ National Institute for Education : NIE ซึ่งนักศึกษาจะถูกคัดเลือกมาจากนักเรียนที่มีคะแนนสอบสูงสุด10% ของประเทศ เป็นการผลิตระบบปิดที่จำกัดจำนวน ไม่เก่งจริง ไม่ดีจริงไม่ได้เรียนครู ส่วนประเทศฟินแลนด์ มีสถาบันผลิตครูอยู่ 10 แห่ง ผลิตครูก็เป็นระบบปิดเช่นกัน เกาหลีใต้มีสถาบันผลิตครู 16 แห่ง คัดจากนักเรียนที่มีคะแนนสอบสูงสุด 5%ของประเทศ ทั้งสามประเทศที่กล่าวมานั้น ครูมีสถานะทางสังคมสูง มีค่าตอบแทนและมีความมั่นคงในอาชีพสูงมาก คนสิงคโปร์ ฟินแลนด์และเกาหลีใต้รุ่นใหม่ ส่วนมากจึงต้องการเข้าสู่อาชีพครู
“ทางแก้ปัญหาคือ มหาวิทยาลัยที่ไม่มีนักศึกษาเข้าเรียนติดต่อกัน ควรเปลี่ยนผลิตบัณฑิตสาขาขาดแคลนหรือปรับหลักสูตรที่ตอบสนองกับความต้องการของประเทศ เน้นเอาความรู้ทักษะไปใช้ในการทำงาน และสนับสนุนให้เปิดหลักสูตรสำหรับนักศึกษาต่างชาติเพื่อเป็นอุตสาหกรรมทางการศึกษาและเพื่อหารายได้เข้าประเทศ ทั้งนี้การรับนักศึกษาจากต่างชาติมีทั้งผลดีผลเสีย ดังนั้น รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการที่เคร่งครัด ขณะที่สถาบันเดียวกันที่มีหลักสูตรซ้ำซ้อนกันควรยุบรวมหลักสูตรที่มีความซ้ำซ้อนกันหรือคล้ายคลึงกันให้เป็นหลักสูตรเดียว ยุบรวมสาขาวิชา ยุบรวมคณะที่มีภาระงานหน้าที่ซ้ำซ้อนกันสามารถรวมกันได้ รัฐควรมีนโยบายให้สาขาวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อประเทศ เช่น แพทย์ พยาบาล ครู และอื่นๆ พิจารณาเปิดหลักสูตรเป็นระบบปิดหรือกึ่งระบบปิด-กึ่งเปิด เพื่อให้มีคุณภาพมาตรฐานสูงสุด มีกลไกให้สภาวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาควบคุม กำกับ ดูแลได้ และไม่มีการแทรกแซงสภาวิชาชีพด้วยวิธีการใดๆ”นางประพันธ์ศิริกล่าว

