เครือข่ายก่อการครู ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง 4 ข้อ จี้ ศธ.ลดภาระ-ยกเครื่องระบบการเงิน
กรณี น.ส.อนุสรา หรือ ครูมัท ครูวัย 39 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ใช้เชือกผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก อ.ลำปลายมาศ โดยทิ้งจดหมายลาถึง 5 หน้ากระดาษ ซึ่งหน้าสุดท้ายเขียนถึงปัญหาการทำงานที่ตึงเครียดจนนำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิตตนเองนั้น
อ่านข่าว – ครูสาวทิ้งจดหมายลา เหนื่อยกับงานบัญชีร.ร. จบชีวิตในวัย 39 ฝากศธ.เห็นใจครูการเงินและพัสดุด้วย
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายก่อการครู ออกแถลงการณ์ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายก่อการครูต่อกรณีการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษา
เราทุกคนในนามของก่อการครู ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของครูมัท ข้าราชการครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์
การจากไปครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความสูญเสียส่วนบุคคล แต่มันคือสัญญาณเตือนถึงรอยร้าวลึกในระบบการศึกษาของไทย ระบบที่ผลักภาระงานเกินขอบเขต ระบบที่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ระบบที่ปล่อยให้ครู
ต้องแบกรับความเสี่ยงโดยลำพัง—ทั้งทางใจ กาย และข้อกฎหมาย เหล่านี้ล้วนบีบคั้นให้ครูต้องเจอกับความเครียดความกดดันจนแทบจะรับไม่ไหว
ข้อความสุดท้ายที่ครูมัทเขียนไว้ สะท้อนเสียงเรียกร้องจากความเจ็บปวดของคนทำงานในระบบที่ไร้ที่พึ่งมันคือเสียงเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง “ฟัง” และ “เปลี่ยน”
ก่อการครูจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสังคมไทย พิจารณาประเด็นต่อไปนี้อย่างเร่งด่วน
1.ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้านและเป็นธรรม:
เพื่อทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และร่วมกันหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอย
2.ยกเครื่องระบบการเงินและพัสดุในโรงเรียน:
กระทรวงศึกษาธิการควรวางระบบการบริหารจัดการงบประมาณ การเงิน และพัสดุในโรงเรียนใหม่ที่โปร่งใส รัดกุม มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตและไม่ปล่อยให้ครูต้องรับผิดชอบทุกอย่างเพียงลำพัง
3.ลดภาระงานครูและเพิ่มบุคลากรสนับสนุนที่มีความเชี่ยวชาญ:
ลดภาระงานครูโดยเฉพาะงานด้านการเงินและพัสดุที่ซับซ้อนเกินบทบาทของครูผู้สอน ควรจัดหาบุคลากรสนับสนุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินและบัญชีโดยตรง และจัดอบรมพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการเงินการบัญชีให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
4.จัดตั้งระบบสนับสนุนสุขภาพจิตในโรงเรียน:
ครูไม่ควรต้องต่อสู้กับความเครียดและความโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ควรมีระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย และไม่ตีตราเพื่อให้ครูและบุคลากรสามารถเข้าถึงการปรึกษาและได้รับการช่วยเหลือได้ทันการณ์


