ถอดบทเรียน ครูมัท กับโจทย์หิน ลดภาระครู

18.06.25 | 23:36 น.

ถอดบทเรียน ครูมัท กับโจทย์หิน ลดภาระครู

กรณี “ครูมัท” หรือ น.ส.อนุสรา ชวนรัมย์ อายุ 39 ปี ข้าราชการครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ใช้เชือกผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก อ.ลำปลายมาศ โดยทิ้งจดหมายลาถึง 5 หน้ากระดาษ ซึ่งหน้าสุดท้ายเขียนถึงปัญหาการทำงานที่ตึงเครียดจนนำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิตตนเอง

“ครูมัท” บรรจุในตำแหน่งครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ ทั้งยังมีบทบาทเป็น ‘ครูการเงิน’ โดยจดหมายของเธอชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่รบกวนจิตใจและชีวิต ส่วนหนึ่งมาจาก ‘ภาระงาน’ ได้แก่การเงิน การบัญชี ซึ่งพอกพูนจนแก้ไขยาก ไปจนถึงระบบการทำงานที่ไม่เอื้ออำนวยและอาจสร้างแรงกดดัน

การจากไปของ “ครูมัท” สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนมากมาย และที่มากไปกว่านั้น ยังสะท้อนถึงปัญหาภาระงานของครู ที่ไม่ได้จบแค่งานสอน …

องค์กรครูและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเรียกร้องให้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาแก้ไขปัญหา ลดภาระครู เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้ขึ้นอีก

Advertisement

สอดคล้องกับผลสำรวจที่ผ่านมา พบว่าครูไทยทำงานหนัก แต่สอนนักเรียนได้ไม่เต็มที่เพราะโดนแย่งเวลาไปโดยงานต่าง ๆ ที่ไม่ใช่การสอน ปี 2562 เกือบร้อยละ 95 ของครูเกือบทุกคนทำงานนานกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน ร้อยละ 58 ใช้เวลาไปกับงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือราวเวลาทำงาน 1 วันต่อสัปดาห์ หรือในปี 2557 พบว่าครูกลุ่มตัวอย่างใช้เวลากับกิจกรรมนอกห้องเรียนมากถึง 84 วันจาก 200 วันของเวลาทำงาน

งานที่แย่งเวลาสอนครูไปค่อนข้างมากคือการประเมินต่าง ๆ ซึ่งมีมากกว่าแค่การประเมินเลื่อนขั้นวิทยฐานะ โดยในปี 2557 พบว่าครูใช้เวลาไปกับการประเมิน 43 วันแบ่งเป็นการประเมินผลงานและคุณภาพราว 31 วัน เช่น การประเมินคุณภาพสถานศึกษาภายนอก 9 วัน การประเมินเลื่อนวิทยฐานะ 2 วัน และการประเมินที่มาพร้อมกับโครงการจากกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่น ๆ อีก 12 วัน รองลงมาคือการแข่งขันวิชาการ 29 วัน การฝึกอบรมอีก 10 วันและกิจกรรมอื่น ๆ อีก 2 วัน

ครูจำนวนมากมองว่างานและกิจกรรมเหล่านี้มักไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการสอน แต่กลับสร้างภาระงานเพิ่มเติม เช่น ในการประเมินคุณภาพภายนอกและเลื่อนวิทยฐานะที่ผ่านมา ต้องเตรียมเอกสารจำนวนมากที่ไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน ในโครงการต่าง ๆ ต้องจัดทำรายงานจำนวนผู้เข้าร่วมและกิจกรรมที่ได้ดำเนินงานหรือแม้แต่จัดนิทรรศการเพื่อรับการประเมิน โดยในปี 2562 ร้อยละ 41 ของโรงเรียนต้องทำโครงการมากกว่า 10 โครงการซึ่งหลายโครงการซ้ำซ้อนกัน

นอกจากนี้ครูจำนวนมากยังต้องรับผิดชอบงานธุรการ เช่น งานจัดซื้อจัดจ้าง งานบัญชี ซึ่งเป็นงานที่ใช้เวลามากเพราะไม่ถนัดและหากมีข้อผิดพลาดก็จะกระทบต่อหน้าที่การงาน

นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา และนักวิชาการทางการศึกษา ที่มองว่า หากพิจารณาจากจดหมาย ของครูมัท จะพบว่า การตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาทางเชิงระบบการเงิน พัสดุ ซึ่งในจดหมายระบุไว้ชัดเจนว่า โรงเรียนมีการเบิกเงินมาใช้ก่อน แล้วทำรายงานเบิกจ่ายย้อนหลัง ซึ่งไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบ แต่ในการบริหารงานจริง อาจต้องมีความยืดหยุ่นไม่ใช่เฉพาะแค่กับโรงเรียนเท่านั้น แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยเองก็ตาม

“การทำผิดกฎระเบียบทำให้เกิดการถูกตำหนิจากผู้บริหาร และเพื่อนร่วมงานจนส่งผลเป็นความเครียด บวกกับปัญหาอื่นๆ ในเรื่องของสุขภาพ ทั้งหมดนี้สะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งจนทำให้ครูมัทตัดสินใจจบชีวิตตนเอง แต่กรณีนี้ ปัญหาเชิงระบบถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ซึ่งครูทุกคนคงไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการเงิน พัสดุ และทุกโรงเรียนก็คงมีปัญหาในลักษณะนี้เช่นกัน”นายอดิศร กล่าว

ส่วนตัวมองว่ากรณีนี้คงจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อระบบโครงสร้างเป็นกระแสแค่ชั่วคราว คล้ายกันกับ กรณีของสืบ นาคะเสถียร อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นักวิชาการ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ชายผู้เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเรียกร้องให้สังคมหันมาสนใจปกป้อง ผืนป่า …

แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็อยากให้ ศธ. ใช้โอกาสนี้เร่งแก้ปัญหา โดยหน้าที่การจัดการ การเงิน พัสดุ ไม่ควรจะเป็นภาระหน้าที่ของครูผู้สอน …

“ปัญหาหลักของศธ.คือมีโรงเรียนในกำกับดูแลหลายขนาด ซึ่งในส่วนของโรงเรียนขนาดใหญ่ คงไม่เป็นปัญหาเพราะมีบุคลากรจำนวนมากรวมถึงมีงบประมาณเพียงพอในการจ้างบุคลากร แต่กับโรงเรียนขนาดเล็กแม้แต่ครูที่สอนตามชั้นเรียนยังมีไม่ครบ การจ้างบุคลากรด้านการเงินเข้ามาจึงแทบเป็นไปไม่ได้ และรัฐบาลก็ไม่มีงบสนับสนุนเพียงพอ ดังนั้น หากจะแก้ปัญหานี้ อาจจะต้องดึงท้องถิ่นหรือชุมชน หรือ ผู้เกี่ยวข้องในการจัดการบริหารโรงเรียนเข้ามาช่วย ไม่เช่นนั้น ศธ. ก็ต้องกล้าตัดสินควบรวมหรือยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน”นายอดิศร กล่าว

ขณะที่ น.ส.ปาริชาต ชัยวงษ์ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภคในฐานะตัวแทนครู แสดงความเห็นว่า ครูในปัจจุบันต้องแบกรับภาระงานหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน จนเกิดความเครียดสะสม ปัญหาภาระงาน และระบบที่ไม่เอื้อ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครูบางคนไม่สามารถทำหน้าที่ครูได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ครูต้องแบกรับหน้าที่หลากหลาย

ดังนั้น คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา เสนอให้ ศธ.ทบทวนระบบงานและการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนอย่างจริงจัง หลังพบว่าครูยังต้องแบกรับภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน ทั้งการเงิน พัสดุ ธุรการ และงานด้านกฎหมาย ซึ่งควรมีเจ้าหน้าที่ประจำดูแลแบบเต็มเวลา..

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่ว่า ศธ. ไม่รู้ปัญหา!!

โดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ยอมรับว่า กรณีนี้เกิดจากภาระงานจนส่งผลให้เกิดความเครียดจนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ศธ.ตระหนักและรับรู้ว่าจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกการลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นนโยบายหลักของ รัฐมนตรีว่าการศธ.ซึ่งก็ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวมาโดยตลอด ที่ผ่านมามีการ ยกเลิกเวรครู การจัดหานักการภารโรง เร่งวางแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู รวมถึง มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ และการยื่นขอย้ายเพื่อช่วยลดภาระ ในการจัดทำเอกสาร และการดำเนินการอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อลดภาระบุคลากรทางการศึกษา

“ส่วนเรื่องครูธุรการในอดีตโรงเรียนในสังกัดศธ.เคยมีครูธุรการครบทุกแห่ง แต่ด้วยการจัดกำลังพลของภาครัฐ ส่งผลให้โดนลดอัตรากำลังในส่วนนี้ไป ปัจจุบันจึงไม่มีตำแหน่งครูธุรการ ซึ่งศธ.ได้พยายามของบประมาณเพื่อมาจัดสรรตำแหน่งที่ขาดออกไป แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งเหตุผลดังกล่าว ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่ศธ.จะนำมาใช้เพื่อหลบเลี่ยงปัญหา โดยในปัจจุบัน ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ ได้มีการพยายามสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามาช่วยโรงเรียนในการจัดการงานด้านเอกสารธุรการ ส่วนเรื่องการเพิ่มอัตรากำลังพลนั้น จะต้องมีการหารือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อจัดหากำลังพลเพิ่มเติม หรือเสนอของบประมาณ เพิ่มเติม เพื่อจัดหากำลังพลในลักษณะของจ้างเหมาบริการต่อไป” นายสุรศักดิ์ กล่าว

เชื่อว่า กรณีครูมัท คงไม่ใช่คนสุดท้ายที่ต้องประสบกับปัญหากับระบบภาระงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเงิน พัสดุ การคลัง การประเมินสถานศึกษาภายนอก ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานสอน

แม้อาจไม่ได้เลือกจบชีวิตตัวเอง เพื่อหนีจากเรื่องดังกล่าว แต่หลายคนก็เลือกเดินออกจากอาชีพนี้ เพราะความท้อแท้ และเหนื่อยหน่ายหัวใจจนไม่มีสมาธิจะทำหน้าที่สอนหนังสือซึ่งถือเป็นภาระงานที่แท้จริงของครู …

การลดภาระครูจึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข แต่การแก้ปัญหานี้คงไม่ใช่ ศธ.เพียงหน่วยงานเดียวที่จะรับมือไหว เพราะบางเรื่องเกี่ยวพันไปถึงงบประมาณ และบุคลากรที่ถูกปรับลดลงตามนโยบายรัฐบาล

ดังนั้นการแสวงหาความร่วมมือ จากหน่วยงานอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประสานความร่วมมือหาแนวทางแก้ไข อาจเป็นทางออกที่ยั่งยืน และเป็นการลดภาระครูได้อย่างแท้จริง …

กรณีของครูมัท ครั้งนี้นับเป็นบทเรียนราคาแพงที่ ศธ. ต้องหันมาทบทวนและหาแนวทางแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยขึ้นอีก!!