จากเด็กอัจฉริยะที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยซินซินแนติ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อายุ 13 ปี ได้รับ ปริญญา B.S. in Physics และ B.A. in Mathematics (summa cum laude) เรียนต่อระดับปริญญาโท ด้วยวัยเพียง 17 ปี กระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้วยอายุ 23 ปี จาก The University of Chicago มีความเชี่ยวชาญทางด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (Astrophysics) ฟิสิกส์อวกาศ (Space Physics) และมีผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่แล้วจำนวนมาก…
แม้จะมีข้อเสนอให้เลือกมากมายที่สหรัฐอเมริกา แต่ ศ.พิเศษ ดร.เดวิด จอห์น รูฟโฟโล กลับเลือกบินลัดฟ้าข้ามทวีปเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ ที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2534
ปัจจุบัน ศ.พิเศษ ดร.เดวิด เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับยกย่องเป็นนักฟิสิกส์อัจฉริยะ ที่ทำงานด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์และฟิสิกส์อวกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัยเกี่ยวกับรังสีคอสมิกซึ่งเป็นกัมมันตรังสีรอบโลก ที่เกิดได้ทั้งจากภายในและภายนอกระบบสุริยะ

“มติชน” สัมภาษณ์พิเศษ ศ.พิเศษ ดร.เดวิด ด้วยบรรยากาศสบายๆ ภายในห้องทดลองของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงแนวคิด และชีวิตการทำงานกว่า 30 ปี ที่ประเทศไทย...
ศ.พิเศษ ดร.เดวิด เล่าว่า มีโอกาสมาไทยครั้งแรกเมื่อปี 2530 ในช่วงที่เรียนปริญญาเอก และอยู่หอพักนานาชาติ ซึ่งทำให้มีความคุ้นเคยกับชาวต่างชาติและได้รู้จักกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นชาวไทย จึงได้เชิญให้ไปร่วมงานแต่งของเขาที่จะจัดขึ้นที่ประเทศไทย ทำให้รู้สึกตื่นเต้นอย่างมากเพราะไม่เคยออกนอกสหรัฐเลยสักครั้ง จากนั้นจึงได้เริ่มเรียนภาษาไทย เพื่อให้มีความคุ้นเคย
“ผมเริ่มเรียนภาษาไทยในช่วงปลายปี 2529 แต่เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยจริงก็ยังไม่สามารถพูดได้ ดังนั้นจึงตั้งใจเรียนภาษาไทยให้มากขึ้น หลังจากเดินทางมาไทยครั้งที่ 2 ในปี 2533 ก็เริ่มสื่อสารภาษาไทยได้บ้างแล้ว และตั้งใจเดินทางมาสมัครงานที่ประเทศไทย”
สาเหตุที่ตัดสินใจมาหางานทำที่ประเทศไทย อาจเพราะได้เข้าเรียน ป.ตรี ตั้งแต่อายุ 13 ปี จบ ป.เอกตอนอายุ 23 ปี แม้จะถูกยกย่องให้เป็น อัจฉริยะ แต่ในความเป็นจริงการเข้าเรียน ป.ตรี ตั้งแต่อายุ 13 ปี ต้องใช้ความตั้งใจที่แน่วแน่และมีความพยายามเป็นอย่างมาก เพราะต้องเรียนกับรุ่นพี่ที่คิดว่า ตัวเองเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา กระทั่งอายุ 21 ปี จึงเริ่มคิดถึงอนาคตของตัวเอง ยอมรับว่ารู้สึกเครียดและรู้สึกผิด เพราะสังคมคาดหวังให้เรียนฟิสิกส์ เมื่อจบแล้วก็ต้องเป็นอาจารย์เพื่อทำงานด้านนี้
แรงกดดันในตอนนั้นทำให้เกิดคำถามว่า เราสามารถทำอย่างอื่นหรือสามารถช่วยเหลือสังคมได้มากกว่านี้หรือไม่ ดังนั้นจึงเลือกเดินทางมาทำงานที่ประเทศไทย เพราะขณะนั้นที่สหรัฐ มีนักวิจัยด้านฟิสิกส์มากพอสมควร แต่ในประเทศไทยยังมีนักฟิสิกส์ค่อนข้างน้อย การมาทำงานวิจัยที่ประเทศไทยน่าจะช่วยเหลือสังคมได้มากกว่าอยู่ต่อที่สหรัฐ…

อย่างหนึ่งที่เป็นอุปสรรคมากในยุคแรกที่เข้ามาทำงานคือการใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล์ ซึ่งในช่วงแรกได้เข้ามาเป็นอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากต้องการใช้งานอีเมล์ต้องเดินทางไปใช้ที่สถาบันคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ติดกับมาบุญครอง เช็กข้อความได้แค่ 1 ครั้งต่อวัน เป็นแบบนี้ตลอด 6 เดือนที่เข้ามาอยู่ไทย
เนื่องจากข้อติดขัดในการสื่อสารข้ามทวีป ทำให้เพื่อนร่วมงานในสหรัฐคิดว่าตัดสินใจเลิกทำวิจัยไปแล้วเนื่องจากไม่ได้มีการติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง

“ผมเริ่มทำงานปี 2534 ในตอนนั้นมีนักวิจัยด้านฟิสิกส์ค่อนข้างน้อย ยุคนั้นคนไทยจะให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นหลัก ฟิสิกส์จึงได้รับการพัฒนาน้อย แต่ในยุคนี้ถือว่าแตกต่าง คนให้ความสนใจกับฟิสิกส์มากขึ้น ทุกภาควิชาในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจะมีคนที่ทำวิจัยทางด้านฟิสิกส์ การเรียนฟิสิกส์แตกต่างจากการเรียนวิทยาศาสตร์ทั่วไป นักเรียนไทยมักถูกฝึกให้ท่องจำสูตรหรือคำตอบ แต่ในความเป็นจริง ฟิสิกส์คือการฝึกคิดอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ เราพยายามมองปรากฏการณ์ธรรมชาติแล้วตั้งคำถาม เช่น ทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น และแปลงสิ่งที่เห็นให้กลายเป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือสูตร ทักษะที่สำคัญมากของนักฟิสิกส์คือการตีความพฤติกรรมของธรรมชาติให้กลายเป็นสมการ และในทางกลับกัน ต้องสามารถแปลสมการเหล่านั้นกลับไปเป็นพฤติกรรมของระบบที่เราสนใจได้อีกด้วย”
กระบวนการคิดลักษณะนี้สามารถนำไปประยุกต์ได้หลากหลายอาชีพ ไม่ใช่แค่ในสายวิชาการหรือวิจัย คนที่เรียนจบฟิสิกส์บ่อยครั้งจะได้รับความสนใจจากสาขางานอื่นๆ เช่นการทำงานด้านไอที การเขียนโปรแกรม และการทำแบบจำลองต่างๆ เพราะฟิสิกส์ฝึกให้คิดเป็นระบบ แก้ปัญหาเป็น และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้…
ที่น่าสนใจคือ ฟิสิกส์อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีแทบทั้งหมดที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือเวิลด์ไวด์เว็บที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ก็เกิดขึ้นจากความต้องการของนักฟิสิกส์ในยุโรป ที่ต้องการระบบสื่อสารข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทั่วโลกเพื่อใช้ในงานวิจัย จนกลายมาเป็นระบบอินเตอร์เน็ตที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน…
สำหรับจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทย ที่เห็นได้ชัดคือ ในมหาวิทยาลัยจะมีการทำงานเอกสารค่อนข้างมาก แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ ทำให้ค่อนข้างเสียเวลา ส่วนจุดแข็งที่มองเห็นได้ชัดเจน คือประเทศไทยมีนักศึกษาที่ดี มีความใฝ่รู้และให้ความสนใจกับวิทยาศาสตร์

ศ.พิเศษ ดร.เดวิด เล่าอีกว่า ส่วนตัวได้พัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ทำมาแต่เดิมคือเรื่องอนุภาคพลังงานสูงจากอวกาศ ซึ่งเรียกว่ารังสีคอสมิก ช่วงเริ่มต้นศึกษาข้อมูลจากยานอวกาศ โดยทำการทดลอง ปล่อยอุปกรณ์ขึ้นไปกับบอลลูน เพื่อเก็บตัวอย่างรังสี แต่เมื่อตัดสินใจมาทำงานที่ประเทศไทย จึงปรับมาเป็นการจำลองด้วยระบบคอมพิวเตอร์
“ความฝันจริงๆ ยังอยากทำการทดลองดังกล่าวอยู่ และอยากทำศูนย์วิจัยด้านรังสีคอสมิก ไว้ที่ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เมื่อมีโอกาสไปพบนักวิจัยจากนานาประเทศก็ได้พูดถึงเรื่องนี้มาตลอด กระทั่งมีนักวิจัยชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเสนอให้นำอุปกรณ์ตรวจวัดนิวตรอน จาก ศูนย์วิจัยด้านรังสีคอสมิก มหาวิทยาลัยชินซู (Shinshu University) ประเทศญี่ปุ่น ที่กำลังจะปิดตัวลงมาไว้ที่ประเทศไทย โดยขณะนั้นยังไม่มีสถานที่ติดตั้ง จึงฝากไว้ที่จุฬาฯ ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาตให้สถานีตรวจวัดนิวตรอนแห่งนี้มีนามว่า “สถานีตรวจวัดนิวตรอนสิรินธร” ดังนั้นจึงได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวขึ้นที่ดอยอินทนนท์ มาจนถึงปัจจุบัน …”
การตั้งสถานีตรวจวัดจำนวนนิวตรอนจากท้องฟ้า คณะผู้วิจัยต้องตระหนักว่านิวตรอนเหล่านี้เกิดจากการชนระหว่างรังสีคอสมิกกับบรรยากาศโลก ดังนั้นสถานีตรวจวัดนิวตรอนกำลังวัดฟลักซ์ของรังสีคอสมิกในอวกาศเครื่องตรวจวัดนิวตรอนที่ตั้งอยู่ที่ภูเขาสูงในประเทศไทยจะสามารถวัดรังสีคอสมิกที่มีพลังงานสูง ซึ่งเป็นช่วงพลังงานที่ยังไม่มีการตรวจวัดและวิจัยมาก่อน ข้อมูลเหล่านี้จึงมีความสำคัญในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก
นอกจากข้อมูลที่น่าสนใจในเชิงฟิสิกส์ดาราศาสตร์พื้นฐาน สถานีตรวจวัดนิวตรอนยังให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านโทรคมนาคมและความมั่นคงของประเทศ เพราะจำนวนอนุภาครังสีคอสมิกในอวกาศมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากพายุสุริยะ เป็นสาเหตุให้ระบบการสื่อสารวิทยุไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราวและดาวเทียมอาจเสียหายอย่างถาวรได้ ปรากฏว่าข้อมูลที่ได้จากสถานีตรวจวัดนิวตรอนสามารถทำนายและเตือนสภาพอวกาศที่จะมีผลกระทบต่อโลกล่วงหน้าได้

ปัจจุบัน ศ.พิเศษ ดร.เดวิด ได้ร่วมภารกิจการวิจัยภายใต้โครงการ International Lunar Research Station (ILRS) เพื่อการสำรวจดวงจันทร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการประกาศก้าวสำคัญของการเข้าร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ (Chang’e) และเป็นหน่วยงานแรกในประเทศไทยที่ดำเนินการวิจัยด้านชีววิทยาอวกาศ
“ที่ผ่านมาผมได้ขอการสนับสนุนจากทางรัฐบาลไทยมาโดยตลอด เพื่อจัดหาเครื่องมือวัดอนุภาคในอวกาศซึ่งต้องพัฒนาเทคโนโลยีทางอวกาศ เพราะไทยยังไม่มีการสร้างเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วยตนเอง จะเน้นซื้อจากต่างประเทศและจ้างประเทศอื่นส่งขึ้นไปยังอวกาศ แต่ตอนนี้มีการพัฒนาบางเครื่องมือที่สามารถอยู่ในอวกาศเพื่อเก็บข้อมูลโดยประเทศไทยถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเทคโนโลยีอวกาศของไทย”
อุปสรรคของการดำเนินการเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณที่ไทยขาด แต่ยังมีเรื่องของความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเทคโนโลยีอวกาศ เช่น วิศวกรที่จะสร้างเครื่องวัดต่างๆ ซึ่งในประเทศไทยยังไม่พร้อมแต่ก็มีการพัฒนารายบุคคล มหาวิทยาลัยมหิดล เองก็มีการเปิดสอนวิศวกรรมศาสตร์เหล่านี้ ซึ่งใกล้เคียงที่สุดจะเป็นวิศวกรรมทางด้านชีววิทยา และอีกสาขาหนึ่งที่หายากในการสร้างยานอวกาศ คือการเขียนซอฟต์แวร์ยานอวกาศ คนที่จบด้านนี้ส่วนใหญ่จะทำงานให้กับภาคเอกชนเนื่องจากได้ค่าตอบแทนสูงกว่าภาครัฐ ทั้งนี้วิศวกรด้านอื่นๆ ที่ใช้สร้างยานอวกาศยังพอหาได้ในประเทศไทย
“อีกเรื่องที่สำคัญคือ เด็กไทยยังสนใจเรียนฟิสิกส์น้อย ส่วนหนึ่งอาจเพราะความสนใจของผู้ปกครอง ที่จะมุ่งเน้นให้ลูกเรียนแพทย์เป็นหลัก ทั้งที่เด็กเก่งบางคนอาจสนใจเรียนอย่างอื่น ดังนั้นผมจึงอยากให้ผู้ปกครองตามใจ หรืออย่างน้อยเข้าใจความสนใจของบุตรหลานว่าชอบเรียนในด้านใด ผมไม่ชอบความคิดที่ว่า คนเก่งต้องเรียนแพทย์ ในความเป็นจริงสังคมที่สมดุลและครบถ้วนต้องมีผู้ที่เชี่ยวชาญในหลายด้าน จึงต้องการคนเก่งในหลายๆ วิชาชีพ เพื่อให้มีความหลากหลาย คนเก่งที่ชอบด้านอื่นจึงควรได้ทำตามฝัน เพราะทุกอาชีพมีเกียรติและหลายอาชีพสามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้
ตัวผมเองก็เลี้ยงลูก 3 คนได้จากการทำวิจัยด้านฟิสิกส์ได้ ในด้านดีมัธยมศึกษาในประเทศไทยสอนวิทยาศาสตร์มากกว่าในสหรัฐ และในปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดลมีนักศึกษาสาขาฟิสิกส์ประมาณ 30 คนต่อรุ่นซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นทุกปี”
ย้อนกลับไปในวัยเด็กที่ต้องเข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 13 ปี ศ.พิเศษ ดร.เดวิด บอกว่า จิตใจต้องมีความเข้มแข็งเป็นอย่างมาก อย่างตัวผมเข้าเรียนปริญญาตรีตั้งแต่อายุ 13 ปี พอปีต่อมาก็มีรุ่นน้องที่เข้ามาเรียนปริญญาตรีด้วยอายุ 12 ขวบ แต่รุ่นน้องคนนั้นต้องออกจากมหาวิทยาลัยเนื่องจากไม่สามารถเรียนต่อได้ ส่วนหนึ่งเพราะพ่อแม่ผลักดัน อยากให้ลูกเป็นอัจฉริยะ แต่เขายังมีความเป็นเด็ก จึงติดการเล่นวิดีโอเกมตลอดเวลา ทำให้เรียนไม่จบในที่สุด

“จะว่าไปแล้ว ส่วนตัวผมชอบระบบการเรียนของไทยในปัจจุบัน ที่ไม่ได้ไปเร่งเข้าเรียนตั้งแต่อายุน้อย แต่มีการให้ทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันทำให้สุขภาพดี และได้เรียนตามช่วงวัยที่เหมาะสม อย่างลูกของผมทั้ง 3 คนก็ไม่ได้บังคับให้ต้องเรียนฟิสิกส์ตามผม แต่จะเปิดโอกาสให้เขาได้เลือกเรียนในสิ่งที่สนใจ เช่น คนโต ไม่ค่อยมีความชัดเจนว่าชอบด้านใด จึงเลือกเรียนแพทย์ ส่วนคนที่ 2 มีความชอบที่ชัดเจนเลือกเรียนทางชีวะเคมีในสหรัฐ ส่วนคนเล็กสุดยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษา อยู่ระหว่างตัดสินใจ
ผมพยายามให้ลูกได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งภรรยามีบทบาทที่สำคัญมาก เสียสละที่จะไม่ทำงานประจำและมาใช้เวลาดูแลลูกอย่างเต็มที่ ในครอบครัวปลูกฝังให้ใช้ภาษาอังกฤษ และพยายามหาโอกาสให้เด็กได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอเมริกันทำให้มีความคุ้นเคยทั้งวัฒนธรรมไทยและอเมริกา ผมอยากจะให้คำแนะนำกับคนทั่วไปหรือระบบการศึกษาโดยทั่วไป การเรียนภาษาอังกฤษมีความสำคัญอย่างมากในยุคนี้ ต้องยอมรับว่าหลายๆ อาชีพเมื่อทำงานถึงระดับหนึ่งความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องสำคัญ และไม่ใช่แค่การอ่าน การเขียน แต่รวมไปถึงการพูดและฟัง โรงเรียนอาจจะใช้โอกาสที่มีสื่อการสอนออนไลน์ ให้เด็กฟังสำเนียงของคนนานาชาติตั้งแต่ยังเล็ก ประเทศที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ จะมีความได้เปรียบมากกว่าประเทศที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้”
ส่วนตัวถ้าสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกหลักสูตรนานาชาติก็จะใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนอยู่แล้ว แต่ในระดับปริญญาตรีผมจะให้นักศึกษาตัดสินใจเลือกภาษาในการเรียน ซึ่งบ่อยครั้งนักศึกษาจะเลือกภาษาอังกฤษ นักศึกษาปัจจุบัน ใช้ภาษาอังกฤษดีขึ้นเรื่อยๆ และในมหาวิทยาลัยมหิดลผมรู้สึกว่านักศึกษาจะมีความเป็นนานาชาติถึงแม้ว่าอยู่ในหลักสูตรไทยก็ยังสื่อสารในภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างสบาย

“ผมติดใจเสน่ห์ของคนไทยและเมืองไทย รวมไปถึงผมเองก็มีภรรยาเป็นคนไทยทำให้รักเมืองไทยไปควบคู่กับการที่รักภรรยา ผมยังมีความมุ่งมั่นในการสอนฟิสิกส์ให้กับเยาวชนไทย เพื่อสร้างนักวิจัยซึ่งถือว่าขาดแคลนเป็นอย่างมากในช่วงแรก และนั่นเป็นเป้าหมายหลักที่ยังทำให้รู้สึกเต็มอิ่มกับการทำงานในไทยมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อใดที่มาถึงจุด ที่ต้องตัดสินใจในชีวิต เช่น การย้ายงาน ก็จะอิงจุดเริ่มต้นว่า อะไรจะตอบโจทย์เป้าหมายนี้ ได้มากกว่ากัน….”
ทั้งหมดนี้ เป็นคำตอบของคำถามที่ว่า เพราะเหตุใด ศ.พิเศษ ดร.เดวิด จอห์น รูฟโฟโล จึงรักและผูกพันกับประเทศไทยนานกว่า 30 ปี

