นักวิชาการ แนะ รมต.ศธ.-อว. เร่งสร้างผลงาน ให้ประชาชนมีความหวัง ไม่ใช่แค่เวียนมาเป็นรัฐมตรี
จากกรณี ราชกิจจานุเบกษา ประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม โดยรัฐมนตรีในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการศธ. น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. และแต่งตั้งให้ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นั้น
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งนี้ ไม่ค่อยสร้างความมั่นใจ ความทะเยอทะยาน และจินตนาการใหม่ทางการศึกษา การปรับ ครม.ครั้งนี้ นิยามได้ 3 คำ คือ “แบ่ง หมุน และ นิ่ง” ในส่วนของการปรับรัฐมนตรี ศธ. เป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาวะของรัฐบาล ว่า ขาดความจริงใจ ความทุ่มเท เห็นความสำคัญของการศึกษา ซึ่งหากจะฟังเสียงตอบรับจากประชาชน จะมีเสียงยี้ มากกว่าเสียงว้าว
นายสมพงษ์ กล่าวว่า สำหรับคำว่า “แบ่ง” การจัดสรรในส่วนของ ศธ. เป็นโควตา เป็นโจทย์คณิตศาสตร์ทางการเมืองที่คงไปต่อได้ไม่นาน ส่วนคำว่า “หมุน” เป็นลักษณะของการผลัดกันหมุนผลัดกันเป็นรัฐมนตรี ส่วนคำว่า “นิ่ง” คือ อาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในบางจุดบางเรื่อง และมองว่าเราอาจจะอยู่ในภาวะนิ่งชะงักงักไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี
นายสมพงษ์ กล่าวว่า หากมองตามรูปการณ์แล้ว อาจจะไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับรัฐมนตรีทั้ง 4 คน มากเท่าที่ควร ดังนั้น ต้องมองด้านบวกและด้านดีด้วย รัฐมนตรีด้านการศึกษาทั้ง 4 คน มีทั้งคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ โดยคนที่พอเป็นความหวังได้ คือ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ หรือ ดร.หญิง ที่รู้เรื่องการศึกษาดีที่สุด ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ พบว่ามีประสบการณ์ในการดูแลกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผ่านงานบริหารจัดการมาระดับหนึ่ง ก็จะเห็นมุมที่ดีและสร้างสรรค์อยู่
นายสมพงษ์ กล่าวว่า เมื่อก่อ ศธ. และ อว. มีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดูแล ซึ่งตนเชื่อว่าต่อไปนี้ ศธ. จะอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย (พท.) มากขึ้น มองว่า นางนฤมล และ น.ส.ลิณธิภรณ์ จะร่วมกันคิดนโยบายทางการศึกษาใหม่ได้ แต่ควรให้ความสำคัญกับนโยบาย 9 ข้อ ที่รัฐบาลเคยประกาศไว้กับรัฐสภา คือ 1.ส่งเสริมการเกิด และเติบโตอย่างมีคุณภาพ ของเด็กทุกคน อย่างเท่าเทียม 2.เด็กไทยทุกคน จะต้องเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยที่มีมาตรฐาน เมื่อเติบโตก็ได้เรียนหนังสือ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการคิดวิเคราะห์ อย่างมีเหตุผล 3.ส่งเสริมการปลดล็อกศักยภาพ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความสามารถทางกีฬา
4.พัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอด 5.ส่งเสริมให้เกิดการเรียนสองภาษา โดยใช้ AI เป็นตัวช่วย 6.เน้นการสอนทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง เพื่อการสร้างรายได้ (Learn to Earn) 7.ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ 8. เฟ้นหา และช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่หลุดจากระบบการศึกษา และ9.ส่งเสริมการปฏิรูประบบอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการแรงงานในอนาคต และรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning)
“มองว่านโยบาย 9 ข้อของรัฐบาลที่แถลงกับรัฐสภาควรทำให้สำเร็จ และอาจจะเสริมนโยบายที่มาจากภาคสังคม เช่น การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก การลดภาระงานครู โดยเฉพาะในกรณีของ “ครูมัท” ที่ทำหน้าที่ธรุการ การผลักดันหลักสูตรฐานสมรรถนะ มองว่า พท. น่าจะเร่งเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … เชื่อว่ายังมีเวลาที่จะทำให้ทัน” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวว่า สำหรับ อว. มองว่า น.ส.สุดาวรรณ เป็นคนเก่งระดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้นจะติดโผรัฐมนตรีถึง 3 ครั้ง ทั้งที่เป็น ส.ส.สมัยแรก ถ้าไม่ใช่เรื่องโควตา ดังนั้น น.ส.สุดาวรรณ จะต้องเก่งระดับหนึ่ง มองว่า น.ส.สุดาวรรณ เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะเห็นนวัตกรรม เห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นการปฏิรูปอุดมศึกษา ตนอยากให้มองและเข้าใจเรื่องอุดมศึกษา ดังนี้ 1.ปัจจุบันมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ออกนอกระบบ ผู้บริหารก็จะมุ่งแต่หารายได้ นำมหาวิทยาลัยไปธุรกิจอุดมศึกษา มองว่าต้องเรียกจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย กับการบริการทางสังคมกลับมา ไม่เช่นนั้น มหาวิทยาลัยจะไม่ทำประโยชน์ให้กับสังคมมากเท่าที่ควร 2.สังคายนาระบบวิจัยของประเทศเพราะผูกขาดอยู่กับกลุ่ม “อมาตย์วิจัย” ที่มีอยู่ประมาณ 30 คนเท่านั้น จะทำอย่างไรที่จะทำให้งบวิจัยตอบโจทย์ปัญหาของประเทศ และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏ
“น.ส.สุดาวรรณ มีจุดเด่น คือ ผ่านการทำงาน 2 กระทรวง คือ ได้ดูแลเรื่อง ซอฟต์พาวเวอร์ในกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และดูแลการท่องเที่ยวและกีฬา มาก่อน มองว่าการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ต้องหนุนด้วยการวิจัย นวัตกรรม องค์ความรู้ที่จะช่วยไป ดังนั้น อาจจะนำประสบการณ์ที่เคยดูแล 2 กระทรวงมาผลักดันเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ และการท่องเที่ยวได้”นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวว่า 3. การเปิดพื้นที่ให้นิสิต นักศึกษา มีกิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเที่ยวข้องกับการแสดงออกเรื่องพลเมืองสมัยใหม่ สร้างสรรค์กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง 4.ปรับหลักสูตรรองรับตลาดแรงงาน
“คิดว่าคนในวงการศึกษาอาจจะผิดหวัง แต่ต้องให้กำลังใจกับคนที่เข้ามาทำงาน ว่า ถ้าทำงานประสานและพูดคุยกัน เราจะเห็นแสงสว่างของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาได้ ท่ามกลางปัญหารุมเร้าเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง การค้าขาย ผมคิดว่า การศึกษา เป็นพื้นที่สุญญากาศที่จะสามารถพัฒนาได้ มองว่าคนทุกรุ่นที่เข้ามาทำงาน อาจจะทำให้ประชาชนมีความหวังได้หากทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่เวียนมาเป็นรัฐมนตรี ต้องเร่งสร้างผลงาน สร้างความประทับใจ และจับประเด็นสำคัญทางการศึกษาให้ออก” นายสมพงษ์ กล่าว

