น.ท.สุมิตร สุวรรณ อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า ตามที่ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นั้น ส่วนตัวไม่ค่อยคาดหวัง เพราะไม่เคยได้ยินชื่อรัฐมนตรีว่าการ อว.คนใหม่ มาก่อนแต่เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีแล้ว สิ่งที่อยากให้เร่งดำเนินการ และเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ในช่วง 3-6 เดือน คือ การปรับเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย เพราะข้าราชการครูมีการปรับเพิ่มไปแล้ว และสามารถเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ทันที เนื่องจาก อว.ได้มีการรวบรวมข้อมูลไว้ครบถ้วน ขณะเดียวกัน ควรเร่งพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย อาทิ ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา รวมถึงร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐที่ยังค้างอยู่อีกหลายแห่ง
น.ท.สุมิตรกล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือ การแต่งตั้งตำแหน่งศาสตราจารย์ (ศ.) ซึ่งยังค้างอยู่ที่ อว.กว่า 300 คน เฉพาะ มก.ที่เดียว ค้างอยู่กว่า 50 คน อยากให้รัฐมนตรีลงมาดูแลว่าทำไมถึงเกิดความล่าช้า ขณะเดียวกัน อยากให้ลงมาดูรายละเอียด การประเมินสมรรถนะอาจารย์ตามมาตรฐาน Thailand PSF ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กำหนดให้อาจารย์ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ต้องมีสมรรถนะระดับ 2 ขึ้นไป ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการรับรองหลักสูตร เบื้องต้นเริ่มที่ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และแนวโน้มจะเริ่มบังคับทุกคณะในปี 2570 เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการ อว.ควรพูดคุย และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะขณะนี้ อาจารย์ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ที่ไม่ได้จบปริญญาโท หรือปริญญาเอก สาขาบริหารการศึกษา จะต้องไปเรียน ป.โท สาขาบริหารการศึกษาใหม่ ส่งผลกระทบกับอาจารย์ที่ประสบการณ์ แม้เรื่องนี้ผมจะเห็นด้วย แต่ก็ควรอนุโลมให้อาจารย์ที่มีประสบการณ์ และสิ่งที่คุรุสภาควรบังคับใช้ คือ ควรให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เช่นเดียวกับครู แพทย์ พยาบาล ฯลฯ ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่อยากให้รัฐมนตรีว่าการ อว. ลงมาดูและรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบและยังช่วยพัฒนาประเทศในวงกว้าง
“ส่วนตัวเห็นชื่อ รัฐมนตรีว่าการ อว.แล้วไม่ค่อยคาดหวัง แต่ในระยะเวลาที่พอจะทำได้ ก็อยากให้เร่งดำเนินการ ในเรื่องที่กล่าวมาในข้างต้น เพราะสามารถทำได้ทันที ใน 3-6 เดือน ส่วนระยะยาว คือการแก้ปัญหาเด็กเข้ามหาวิทยาลัยลดลง เนื่องจากอัตราการเกิดน้อย ดังนั้น อยากให้ช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยในจังหวัดให้เป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ ให้เด็กได้เลือกเรียน โดยเฉพาะการทุ่มงบประมาณ ให้มหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพ เปิดสอนในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ไม่ใช่ให้มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดเน้นสอนเฉพาะสายสังคม ส่วนจำนวนมหาวิทยาลัยที่มีมากเกินจำนวนเด็กที่เข้าเรียนนั้น มหาวิทยาลัยในจังหวัดเดียวกันอาจพิจารณาไม่เปิดสาขาที่ซ้ำซ้อนกัน แต่การลดจำนวนสาขาวิชา จะไปกระทบกับจำนวนนักศึกษา และเงินรายได้ที่มหาวิทยาลัยจะได้รับ ดังนั้นอาจต้องมีการควบรวม ซึ่งก็คงไม่มีมหาวิทยาลัยไหนยอม แต่หากเป็นไปได้ก็อยากให้คิดถึงประเทศชาติ ยุบรวมเพื่อความเข้มแข็ง ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องทุ่มงบเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบให้ครบทุกคณะ/สาขา เช่นเดียวกัน ” น.ท.สุมิตรกล่าว

