‘นฤมล’ ลุยต่อแก้หนี้ครู ก้อนแรกแสนล้าน ดิวแบงก์รัฐตั้งสหกรณ์กลาง-ถกกรมสหกรณ์ฯปลดล็อกกฎระเบียบ

19.07.25 | 12:41 น.

‘นฤมล’ ลุยต่อแก้หนี้ครู ก้อนแรกแสนล้าน ดิวแบงก์รัฐตั้งสหกรณ์กลาง -ถกกรมสหกรณ์ฯปลดล็อกกฎระเบียบ 22 ก.ค.นี้ เฟส2 เจรจารัฐบาล ดึงเงินกองทุน กบข-ประกันสังคม ช่วย

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษา และรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานในสังกัด โดยมีนายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บริการการศึกษา ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) นายณัฐวุฒิ รัตนอรุณ ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศ คณะครู นักเรียน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคกล้าธรรม (กธ.) อาทิ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ส.ส. เขต8 นครศรีธรรมราช นายปรีดา บุญเพลิง กรรมการบริหารพรรคกธ. ให้การต้อนรับ


นางนฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งนี้ อยากมารับฟังปัญหา และเสียงสะท้อน ว่า ในการดำเนินการตามนโยบายศธ. มีปัญหา และอุปสรรคอะไรบ้าง ที่ต้องดำเนินการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็น กฎระเบียบ งบประมาณ และบุคลากร ทั้งนี้หลังจากรับฟังปัญหาต่างๆ แล้วผู้บริหารองค์กร จะต้องนำข้อมูลที่ได้ไปหารือ เพื่อวางแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมต่อไป

“ส่วนตัวเชื่อว่าชีวิตไม่มีความบังเอิญ มีอะไรบางอย่างกำหนดให้เราต้องมาเจอกัน ทั้งที่ไม่ได้วางแผนว่าจะมาเป็น รัฐมนตรีว่าการศธ. แต่เมื่อได้มาทำงานตรงนี้ ก็คิดว่า จะเข้ามาช่วยสานงานต่อจากที่อดีตรัฐมนตรีว่าการศธ. และสิ่งที่ผู้บริหารศธ. ทำไว้แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็อยากจะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้ก้าวข้ามไปสู่ความสำเร็จไปให้ได้การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นการมอบนโยบาย แต่เป็นการรับฟัง ปัญหาและอุปสรรคและสิ่งสะท้อนจากผู้เกี่ยวข้อง

Advertisement

เรื่องแรก ที่อยากผลักดัน คือ วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองฝากมาให้ช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ปัญหาการเมืองที่ผ่านมาเป็นเพราะเยาวชนคนไทยไม่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ ให้เข้าใจที่มา ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นของฝากครูผู้บริหารศึกษาธิการให้ช่วยส่งเสริมในส่วนนี้ และขอศธ. ให้จัดทำแบบเรียน โดยแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งวิชา ว่าด้วยเรื่อง ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับหลายประเทศ ที่แยกวิชานี้ออกมาเช่นเดียวกัน เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้เข้าใจหน้าที่ของตัวเอง“รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว

นางนฤมล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังเป็นเรื่อง ที่เป็นความทุกข์ของครูกว่า 5 แสนคน ซึ่งไม่ใช่เรื่อง ของภาระครูเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องความเสี่ยง ในการจัดซื้อจัดจ้าง ครูหลายคนถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูล ทำให้เกิดปัญหาในชีวิตจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้นจึงขอสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ช่วยหาคนมาทำหน้าที่นี้แทน เพื่อให้ครูไปโฟกัสกับการทำหน้าที่สอนและมีเวลาทำวิทยฐานะ ถือเป็นโอกาส เติบโตในหน้าที่การงาน

ทั้งนี้วิทยฐานะ เป็นเรื่องสำคัญที่อยากให้ปรับให้มีความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กรแม้ระบบการประเมิน ในปัจจุบันจะมีข้อดี ที่มีการพิจารณาอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีเสียงสะท้อนออกมาว่า มีผู้ผ่านการประเมินน้อยลง ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การประเมินวิทยฐานะง่ายขึ้น แต่อยากให้ผู้ที่เข้ามาประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษามีความเข้าใจงานด้านการศึกษาอย่างแท้จริง เรื่องนี้ กค.ศ. ก็รับโจทก์ไปดำเนินการ เพราะการที่ครูมีวิทยฐานะสูงขึ้นไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจแต่หมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่ลดภาระในเรื่องของค่าครองชีพ และแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในปัจจุบัน มีอยู่กว่า 1.4 ล้านล้านบาท

ที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้มีการแก้ปัญหาโดยรวมหนี้ไว้ที่ธนาคารออมสิน แต่ปรากฏว่า ครู ก็ไปก่อหนี้เพิ่ม โดยปัจจุบันมีหนี้อยู่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 9 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีทั้งกลุ่มที่ยังเป็นข้าราชการประจำและผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว

ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงได้มีการหารือกับนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์(กษ.) ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีการก่อตั้ง สหกรณ์กลางให้ครูที่เป็นหนี้จากสถาบันการเงินต่างๆ ที่สมัครใจจะแก้หนี้ โอนหนี้เข้ามาที่สหกรณ์กลาง ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้น 0% และขยับตามขั้นบันได ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 1 % และ2% แต่จะไปจบที่ไม่เกิน 4.5% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครู ซึ่งปัจจุบันจ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.5% โดยมีเงื่อนไขว่าครูจะต้องไม่ไปก่อหนี้ที่ไหนอีก ขณะเดียวกันจะต้องเพิ่มสวัสดิการทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค ด้วย มิฉะนั้นไม่ว่าจะแก้หนี้อย่างไรคุณภาพชีวิตครูก็คงไม่ดีขึ้น

”ในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ ดิฉัน จะหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กรมส่งเสริมสหกรณ์ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สกสค. สามารถจัดตั้งสหกรณ์กลางได้ คาดว่าภายใน 3 เดือนน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมและประกาศให้ครูลงทะเบียนได้ ส่วนเรื่องแหล่งเงินทุนก็ไม่มีปัญหา เพราะได้เจรจาเป็นการภายในการธนาคารของรัฐแห่งหนึ่งในเบื้องต้นแล้วและ คาดว่าจะมีเงินทุนก้อนแรก ประมาณ 1 แสนล้านบาท มาช่วยแก้ปัญหาหนี้ครูในระยะแรกไปก่อน จากยอดหนี้ทั้งหมด ที่มีอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ กว่า 9 แสนล้านบาท และมีความต้องการจนเต็ม 1 แสนล้านบาท คิดว่าจะไปขอความกรุณาจากรัฐบาล นำเงินทุนที่ไม่ใช่เงินจากแบงก์ของรัฐ แต่เป็นเงินจากกองทุนที่มีอยู่ของรัฐบาล เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) มาช่วย แต่ก็ต้องไปดูระเบียบข้อบังคับ ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่“นางนฤมล กล่าว