นักวิชาการ หวั่น วิชาประวัติศาสตร์ถูกสอดแทรกชาตินิยม แนะปรับหลักสูตรให้ปชช.2ประเทศอยู่ร่วมกันได้ 

28.07.25 | 11:21 น.

นักวิชาการ หวั่น วิชาประวัติศาสตร์ถูกสอดแทรกชาตินิยม แนะปรับหลักสูตร เปลี่ยนมุมมองให้ปชช.2ประเทศอยู่ร่วมกันได้ 

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา มองว่าเราต้องประณามอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งในอาเซียน และภูมิภาค โดยจะเห็นภาพที่ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในรองเท้าแตะบัญชาการรบ ซึ่งมองว่าอยู่ในบริบทที่ยี่หระ ไม่สะทกสะท้าน สั่งยิงพลเรือน โรงพยาบาล ชุมชนนั้น ขาดมนุษยธรรม และจริยธรรมอย่างมาก พร้อมกับพยายามส่งเรื่องไปยังนานาชาติ

นายสมพงษ์ กล่าวว่า เมื่อมองในมุมมองการศึกษา ที่มีเด็กเสียชีวิต 2 คนแล้ว มองว่าการสั่งการดังกล่าว ขาดความรับผิดชอบ ละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ปัจจุบันการเรียนการสอนในบริเวณชายแดนหยุดชะงัก จากข้อมูล 1 ใน 3 ของเด็กที่มาเรียนในโรงเรียนชายแดน คือ ชาวกัมพูชา เมื่อการอพยพเกิดขึ้นอย่างฉุกละหุก ไม่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้า เราจะเห็นภาพเด็กอพยพด้วยความกลัว วิตกกังวล เด็กจำนวนมากต้องย้ายจากบ้านไปศูนย์อพยพ ทั้งนี้พบว่ามหาวิทยาลัยในพื้นที่ได้เปิดศูนย์อพยพ ซึ่งช่วยจัดการเรียนรู้ ประคับประคองความรู้สึกเด็กและดูแลสภาพจิตใจเด็ก

นายสมพงษ์ กล่าวว่า ประการสำคัญคือ เราจะตอบคำถามเด็กไทยอย่างไรถ้าเด็กชาวกัมพูชากลับมาเรียนร่วมกันอีก ตนมองว่าควรตอบคำถามเกี่ยวกับความขัดแย้ง และแตกต่างในชาติพันธุ์ ภายใต้แนวคิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปราศจากอคติทางชาติพันธุ์ ทั้งนี้ในการสอนประวัติศาสตร์อาจจะมีการเติมเชื้อไฟเข้าไป ทำให้เกิดอคติ เกลียดชังในชนชาติ โดยเฉพาะคำว่า “พระยาละแวก” หนักขึ้นไปอีก โดยจะพบว่ารัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญกับวิชาหน้าที่พลเมือง ซึ่งตนกังวลว่า จะมีการปรับวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และใส่ความเป็นชาตินิยม อคติ การรังเกียจชาติพันธุ์ ซึ่งจะทำให้การอยู่ร่วมกันระหว่างคนชายแดน จากเดิมที่ไม่ค่อยมีปัญหา อาจจะทำให้อยู่ลำบาก การทำงานหากินจะยากขึ้น

“กังวลว่าหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง จะเติมเต็ม สอดแทรกเรื่องพวกนี้มากเกินควร มองว่าการศึกษาในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา การเยียวยา การตอบคำถาม การสร้างทัศนคติ การทำในแนวคิดทางการศึกษาถูกต้อง เป็นเรื่องสำคัญของการศึกษาของทั้ง 2 ประเทศ” นายสมพงษ์ กล่าว

Advertisement

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการศึกษาในระดับอุดมการศึกษา แนะว่ารัฐอาจจะต้องทบทวนการให้ทุนการศึกษาลูกหลานนักการเมืองชาวกัมพูชา เพราะคนเหล่านี้ไม่เคยสร้างคุณูปการให้กับประเทศเราเลย อาจจะต้องพิจารณาว่าการให้ทุนกับคนเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยบ้าง ทั้งนี้อาจจะต้องปรับปรุงหลักสูตร เช่น 1.การเรียนรู้ในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นรากฐานของความขัดแย้ง 2.การสอนภูมิรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง ที่สอดแทรกแฝงชาตินิยมที่รุนแรง ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เกิดความเข้าใจ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 3.อาจจะมีการตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่า ความขัดแย้ง 2 ประเทศเกิดจากสาเหตุอะไรเป็นสำคัญ ควรกลับมาตั้งคำถาม ทบทวน ว่าจะออกแบบการศึกษาอย่างไรที่จะทำให้ภูมิศาสตร์อาเซียน และให้คนในภูมิภาคนี้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

“เราต้องดูให้ดีว่าข้อขัดแย้งต่างๆเกิดจากอะไร ผมในฐานะนักการศึกษา เฝ้าดูและเห็นว่าเด็กกลายเป็นเหยื่อของผู้นำประเทศทั้งสองฝ่าย การต่อสู้กับกัมพูชา ต้องสู้เรื่องหลักการ เหตุผล กฎหมายระหว่างประเทศ และพยานหลักฐาน ต้องสู้ด้วยข้อมูลที่เก็บอย่างเป็นระบบ ด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้ และเราจะชนะในบั้นปลาย ทั้งนี้อย่างให้ไทยเก็บรวบรวมข้อมูลการละเมิด การใช้ทุ่นระเบิด การใช้ปืนใหญ่ยิงพลเรือน จนทำให้เสียชีวิต ต้องเตรียมหลักฐานให้ดีและฟ้องกับศาลโลก ฟ้องกับอนุสัญญาเวียนนา ให้เห็นว่าเขาเป็นอาชญากรของโลก ที่ไม่คิดถึงสิทธิมนุษยชน หลักการและความถูกต้องในการอยู่ร่วมกัน เราต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ รุกเร็ว เก็บข้อมูลให้มีคุณภาพ และต่อสู้อย่างมีสติ คนในสังคมไทยต้องปรองดอง ไม่แตกแยก อย่ามองเป็นเรื่องการเมือง ส่วนเรื่องการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา อาจจะต้องมีมุมมองที่เปลี่ยนให้ ให้ความคิดที่ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้” นายสมพงษ์ กล่าว