ลิณธิภรณ์ ดันแนวทางเยียวยาใจครู ฟื้นฟูใจเด็ก ลดความรุนแรงในโรงเรียน

12.08.25 | 10:57 น.

ลิณธิภรณ์ เสมา 2 ผลักดันแนวทางเยียวยาใจครู ฟื้นฟูใจเด็ก ลดความรุนแรงในโรงเรียน มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคน

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.อุทัยธานี ใช้ความรุนแรงต่อครูผู้สอนว่า

ขอยืนยันอย่างชัดเจนว่าความรุนแรงต่อบุคลากรทางการศึกษาเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในทุกกรณี ตนขอแสดงความห่วงใยไปยังทั้งคุณครูผู้เสียหายและนักเรียนที่เกี่ยวข้อง ย้ำว่าการแก้ไขปัญหานี้ ไม่ใช่การชี้ว่าฝ่ายใดผิดแล้วลงโทษ แต่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านว่าพฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากสาเหตุใด กระทรวงฯ จะประสานให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเครียด ความกดดันจากผลการเรียน หรือภาวะอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางระบบประสาท

ทั้งนี้ ตนเห็นว่าจำเป็นต้องมีนักจิตวิทยาเข้าไปดูแลนักเรียนโดยเร็ว เพื่อป้องกันผลกระทบทางจิตใจต่อครู นักเรียน และผู้ปกครอง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนโจทย์สำคัญที่อาจต้องนำมาพิจารณาต้องทบทวน คือ

Advertisement

1.ระบบการสอบและการวัดประเมินผล หากระบบการเรียนการสอนสร้างแรงกดดันจนทำให้เด็กใช้ความรุนแรง แสดงว่าเราจำเป็นต้องทบทวนว่ากำลังสร้างทรัพยากรมนุษย์แบบใดสู่สังคม การวัดประเมิน ทดสอบแบบ one’s size fit all ใช้ไม้บรรทัดเดียวกับเด็กทุกคน การเอาปลาไปแข่งปีนต้นไม้ เอานกไปว่ายน้ำอาจจะต้องเปลี่ยน

2.การดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน ระบบการศึกษาของเราอาจยังละเลยเรื่องนี้อย่างมาก นักเรียนบางคนใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น บางคนใช้ความรุนแรงกับตนเอง ซึ่งสะท้อนการขาดทักษะในการรับรู้และจัดการอารมณ์ของตนเอง (Mental Health Literacy) จนสะท้อนตัวเลขอย่างชัดเจนโดยกรมสุขภาพจิต ว่าเด็กและเยาวชนมีสภาวะซึมเซาและวิตกกังวลเพิ่มสูงขึ้น และการฆ่าตัวตายในเด็กกลายเป็นสาหตุของการเสียชีวิตอันดับที่ 3 ในสาเหตุการตายของเด็กและเยาวชน

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับนักเรียน ครูบางคนก็ประสบเช่นเดียวกันเราจึกเห๋นความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากครูไม่น้อย เราควรทำให้การสร้างทักษะด้านนี้อยู่ในระบบการศึกษาอย่างจริงจัง รวมถึงการนำแม้ทางกระทรวงศึกษาจะ มีการดำเนินโครงการ school health hero และOBEC CARE เพื่อช่วยเหลือบรรเทาเบื้องต้น แต่ความร่วมมือก็ยังไม่ได้กว้างขว้าง  ดังนั้นการพิจารณา ความช่วยเหลือของทีมสหวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างครบวงจร จึงควรเกิดขึ้นในส่วนนี้หรือไม่

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวอีกว่า 3.ประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การเผยแพร่คลิปเหตุการณ์อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพจิตใจของทั้งครูและนักเรียน และยังเสี่ยงต่อการผลิตซ้ำความรุนแรงในสังคม สื่อและประชาชนควรตระหนักและเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าไม่มีเด็กคนใดอยากทำร้ายผู้อื่น การตัดสินจากภาพเพียงไม่กี่วินาทีอาจไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด เราทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาทางออกเชิงระบบ ทั้งในด้านการเรียนการสอน การดูแลสุขภาพจิต และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในสถานศึกษา