หมายเหตุ – มติชนสัมภาษณ์พิเศษ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ถึงแนวทางและนโยบายการทำงาน รับตำแหน่งในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐมนตรี
๐วางแนวทางในการทำงานอย่างไร?
“เข้ามารับตำแหน่งในช่วงการเปลี่ยนรัฐมนตรี ถือเป็นภาพการเมือง ผมเองก็ต้องมารับนโยบายต่อ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรี โดยภารกิจของสำนักงาน ก.ค.ศ.มี 2 เรื่องห09ลัก คือ การบริหารสำนักงาน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการ ก.ค.ศ.โดยตรง ยอมรับว่ามีปัญหา อย่างน้อยคือเรื่องความเป็นนิติบุคคล ซึ่งต่อสู้มานานแต่ก็ยังไม่เกิด และมีผลต่อการขับเคลื่อนงาน ไม่มีอำนาจเต็มที่เกิดข้อจำกัดทางกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องทำให้หน่วยงานนี้กลายเป็นนิติบุคคลอย่างแท้จริง เหมือนกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่มีอำนาจบริหารเต็ม เนื่องจากเป็นนิติบุคคล”
๐การยกฐานะสำนักงาน ก.ค.ศ.เป็นนิติบุคคลต้องทำอย่างไร?
“ต้องไปแก้ปฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาก่อนการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ปี 2546 สำนักงาน ก.ค.ศ.มีสถานะเป็นนิติบุคคลมาก่อน และเมื่อเกิด พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ขึ้น ส่งผลให้สำนักงาน ก.ค.ศ.เปลี่ยนฐานะจากนิติบุคคลมาเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานปลัด ศธ. จากนั้นก็มีความพยายามปรับกลับไปเป็นนิติบุคคล โดยมีการยกร่างกฎหมายไว้แล้ว และเท่าที่ดูหากมีความพร้อมก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที ซึ่งในทางนโยบาย ได้มีการเสนอแนวทางดังกล่าวกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมถึงได้หารือกับนาย สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทุกคนเห็นด้วยว่าสำนักงาน ก.ค.ศ.ควรมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่ไปผูกติดว่าควรรอให้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เรียบร้อยก่อน ค่อยออกเป็นกฎหมายลูกตามมา ซึ่งอาจต้องใช้เวลา ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ.จึงอยากขอโอกาสทางนโยบาย จัดทำกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนฐานะเป็นนิติบุคคลก่อน โดยไม่ต้องรอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ซึ่งก็มีตัวอย่างอยู่แล้วคือ สกร.”
๐ภารกิจที่สองของสำนักงาน ก.ค.ศ.คือเรื่องใด?
“ภารกิจที่สอง คือ บทบาทเลขาธิการของคณะกรรมการ ก.ค.ศ. ซึ่งเป็นบอร์ดบริหารบุคคลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ประกอบด้วยคณะกรรมการจากหลายภาคส่วน และการบริหารอัตรากำลังคน ตั้งแต่เริ่มต้น สรรหา บรรจุ โยกย้าย จนถึงการออกจากราชการ เป็นเรื่องของบอร์ด ก.ค.ศ.ทั้งหมด งานสำคัญที่อยากเร่งดำเนินการอย่างแรกคือ การบริหารอัตรากำลังด้วยข้อมูล หรือ Data-driven workforce management หรือการใช้ข้อมูลและสถิติเพื่อวางแผน จัดการ และปรับปรุงจำนวนและประเภทของบุคลากรในองค์กรให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยอนาคต ก.ค.ศ.ต้องรู้ให้ได้ด้วยตัวเอง ว่าตอนนี้เรามีอัตรากำลังเท่าไร มีครูกี่คน อยู่ที่ไหน มีวิทยฐานะใดบ้าง และในอีก 5-10 ปีข้างหน้า จะมีครูเกษียณเท่าไร และจะขาดแคลนครูในสาขาใดบ้าง โดยไม่ต้องถามหน่วยงานต้นสังกัด นั่นหมายความว่าจะต้องมีการจัดทำบิ๊กดาต้า ที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และสิ่งที่ทุกคนคาดหวังอย่างมากคือ ความก้าวหน้าของครู”
“ขณะที่การสอบคัดเลือกครูแต่ละสังกัด ยังเป็นแบบต่างคนต่างทำ ข้อดีคือ สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแต่ละหน่วยงาน แต่สิ่งที่ต้องดำเนินการคือ จะทำอย่างไรให้การสอบคัดเลือกครูแต่ละหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและเรียกใช้บัญชีข้ามหน่วยงานได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำนักงาน ก.ค.ศ.พยายามทำ เพื่อแก้ปัญหาทั้งการขาดแคลนครู ซึ่งบางทีมีกรอบอัตรากำลังอยู่ แต่สถานศึกษาไม่สามารถรอได้ และไม่สามารถเรียกบรรจุข้ามหน่วยงานได้ จึงต้องใช้ครูอัตราจ้าง ซึ่งก็อยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายก็ไป ตรงนี้คือสิ่งที่เราเจออยู่ การบริหารอัตรากำลังทั้งหมดผมถือว่าเป็นบทบาทหนึ่งของ ก.ค.ศ.ที่จะต้องบริหารจัดการในภาพรวมให้ได้ ดังนั้น ต้องรู้ข้อมูลแบบละเอียดทั้งหมด เพื่อนำมาเกลี่ย ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยไม่กระทบกับงบประมาณของประเทศ”
๐ถือเป็นการรวบอำนาจบริหารอัตรากำลังทั้งหมดมาไว้ที่ ก.ค.ศ.หรือไม่?
“เป้าหมายจริงๆ ก.ค.ศ.ต้องการกระจายอำนาจออกไป โดยได้ไปดูรายละเอียดหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการโอนย้ายข้ามแท่ง การพิจารณาข้อร้องเรียนทางวินัย ไม่ร้ายแรง เป็นไปได้หรือไม่ให้จบที่ต้นสังกัด โดยไม่ต้องส่งมาที่สำนักงาน ก.ค.ศ. เพื่อลดขั้นตอน ตรงนี้เป็นสิ่งที่พยายามทำ”
๐อีกเรื่องที่ต้องทำ คือ เส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาชีพของครู และบุคลากรทางการศึกษา?
“สำนักงาน ก.ค.ศ.มีข้าราชการที่ต้องดูแล 2 ประเภท คือ 1.ข้าราชการครู 2.บุคลากรทางการศึกษา ซึ่งหมายถึง ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ฯลฯ โดยข้าราชการครูทำหน้าที่สอน อีกส่วนทำหน้าที่ในการสนับสนุนการสอน ในส่วนของครูผู้สอน นอกจากเส้นทางความก้าวหน้าแล้ว ยังมีวิทยฐานะ ซึ่งนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ให้ไปดูว่าทำอย่างไรให้วิทยฐานะเป็นตัวเพิ่มรายได้ให้กับครู เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเต็มที่”
๐เกณฑ์ประเมินวิทยฐานะที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ต้องมีการปรับใหม่หรือไม่?
“ปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้ระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล หรือ DPA ซึ่งมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ อีกส่วนคือหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ว 12/2564 หรือกลุ่มผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งไม่อยู่ในระบบ DPA การตั้งกรรมการจะกำหนดโดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ผ่านมา ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯมีการเรียกร้องให้ปรับลดระดับความเข้มงวดของการประเมินในส่วนนี้ลง และให้เข้าสู่วิทยฐานะเชี่ยวชาญโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกับ ศธจ. ซึ่งโดยหลักการไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นข้าราชการคนละประเภท ศธจ.จัดอยู่ในประเภทอำนวยการ กลุ่มบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตาม มาตรา 38 ค. (2) แต่ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯเป็นบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งกฎหมายระบุไว้ว่า การได้มาซึ่งวิทยาฐานะแต่ละระดับจะต้องผ่านการประเมิน ดังนั้น ผมจึงได้หารือกับคณะทำงานว่าในกรณีแบบนี้ ถ้าสามารถสอบและบรรจุแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯได้แล้ว อาจให้ส่งผลงาน เพื่อประเมินเข้ารับตำแหน่ง และได้เลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญทันที นี่คือโจทย์ที่ให้ไปและจะเดินตามนี้ เพื่อทำให้การประเมินวิทยฐานะในทุกระดับมีความเลื่อนไหลมากขึ้น ขอย้ำว่า ไม่ใช่การแจกวิทยฐานะ การเข้าสู่วิทยฐานะดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยต้องสอบเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ และต้องมีการส่งผลงานเพื่อประเมินการเข้าสู่ตำแหน่ง หลังจากได้วิทยฐานะเชี่ยวชาญแล้ว หากใครจะทำวิทยาฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ค่อยใช้การประเมินเลื่อน ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กับการประเมินเข้ารับตำแหน่ง การดำเนินการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องไปแก้กฎหมาย แต่ต้องไปแก้มาตรฐานการกำหนดตำแหน่ง ซึ่งเป็นอำนาจของ ก.ค.ศ.”
“ทั้งนี้ ไม่ได้ทำเฉพาะตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯเท่านั้น รวมถึงตำแหน่งครู ซึ่งวิทยฐานะชำนาญการ ถือเป็นวิทยฐานะแรกที่สามารถทำได้ ก็จะไปดูว่าให้ส่งผลงานแล้วประเมินเข้าเช่นเดียวกับแนวทางของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯได้หรือไม่ หลังจากนั้นค่อยใช้การประเมินเลื่อนตามลำดับ ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางในการใช้วิทยฐานะมาเพิ่มรายได้ให้กับครู ซึ่งจะต้องยึดโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กด้วย ทั้งหมดนี้เป็นเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.คลี่ออกมาหมดแล้ว เพื่อดำเนินการแก้ไขให้มีความยืดหยุ่น”
๐ที่ผ่านมามีแนวคิดปรับสอบครูผู้ช่วย โดยให้สามารถใช้ข้อสอบภาค ก ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้?
“ปัจจุบันผู้ที่ผ่านภาค ก ของ ก.พ.ก็สามารถมาสอบภาค ข ของ ศธ.ได้ในบางตำแหน่ง เช่น 38 ค. (2) แต่ในส่วนของราชการครูยังต้องสอบทั้ง 3 ภาค ตามหน่วยงานที่เปิดรับอยู่ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งในส่วนของครูสามารถย้ายข้ามเขตได้ แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่สามารถทำได้ ทำให้มีปัญหา บางเขตพื้นที่ฯขาดผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ไม่มีคนมาสมัครสอบ ขณะที่อีกเขตพื้นที่ฯมีขึ้นบัญชีไว้แต่ไม่สามารถขอใช้ได้ ซึ่งผมได้ให้คณะทำงานดูข้อกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อบรรจุเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ก็สามารถขอย้ายไปได้ทุกที่ ที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงทั้งหมด แต่สำนักงาน ก.ค.ศ.ในยุคที่ผมดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.ค.ศ. จะต้องพยายามทำให้หน่วยงานต่างๆ เกิดการบริหารบุคลากรที่คล่องตัว ไม่ขาดแคลน ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษา”
๐นอกจากเรื่องบริหารอัตรากำลัง บทบาทใดของสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ควรทำควบคู่ไปด้วย?
“การพัฒนาครู ทำอย่างไรให้ครูสามารถพัฒนาตัวเอง ถือเป็นเรื่องท้าทาย เพราะครูเองก็จะต้องมีความกระตือรือร้น หาความรู้ใหม่ๆ ตรงนี้ก็คงจะต้องไปประสานงานร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัด สิ่งที่ ก.ค.ศ.จะทำได้คือการกำหนดเรื่องเหล่านี้ไว้ในเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง”
๐งานหลักอีกอย่างคือการพิจารณาโทษวินัยข้าราชการ?
“หากวิทยฐานะเป็นงานมงคล การพิจารณาโทษวินัยก็เป็นงานฌาปนกิจ เพราะมีผลกระทบโยงไปถึงคนรอบตัว ตอนนี้การพิจารณาโทษวินัยวิ่งเข้ามาที่ ก.ค.ศ.แทบทั้งหมด ถือเป็นงานหนัก ทุกหน่วยงานต้องส่งเรื่องเข้ามาที่สำนักงาน ก.ค.ศ.ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ ฉะนั้น หากสามารถกระจายอำนาจให้หน่วยงานต่างๆ ให้ตัดสินบางเรื่องได้เอง ก็จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น”
๐ปัญหาอุปสรรคที่จะทำให้การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จคือเรื่องใด?
“ผมไม่ได้มองที่ปัญหา แต่มองว่าเป็นความท้าทาย ที่จะต้องทำเกณฑ์และบทบาทของ ก.ค.ศ.ให้สามารถพัฒนาสถานศึกษาทั้ง สพฐ. สอศ. และ สกร. ซึ่งมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละหน่วยงานได้ แน่นอนว่าเกณฑ์แต่ละอย่างของแต่ละหน่วยงานก็จะมีความแตกต่างกัน ดังนั้น วันหนึ่งข้างหน้าถ้าครูเหล่านี้ สามารถโอนย้ายข้ามหน่วยงานได้ ก็จะต้องมาจากเกณฑ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันได้ด้วย ทั้งหมดต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผมเชื่อว่าไม่มีใครเชี่ยวชาญเรื่องวิทยฐานะได้เท่ากับ ศธ.แล้ว”
๐การเมืองและนโยบายมีผลต่อการขับเคลื่อนงานของ ก.ค.ศ.หรือไม่?
“ยอมรับว่ามีผลต่อการทำงาน เพราะข้าราชการประจำมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย สิ่งที่ผมคิดมาทั้งหมดนี้ ได้ดูรายละเอียดในข้อกฎหมายแล้ว บางเรื่องติดอยู่ใน พ.ร.บ. บางเรื่องติดอยู่ที่หลักเกณฑ์ของ ก.ค.ศ.เอง แต่ทั้งหมดนี้ ถ้าเรื่องใดที่ฝ่ายการเมืองมีนโยบายลงมา ให้การดำเนินการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ในฐานะข้าราชการประจำก็ต้องดำเนินการตาม แต่จะมีข้อแนะนำ คือทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ถ้าเรื่องใดมีข้อจำกัด ก็จะเรียนไปตามตรงว่า จะต้องแก้กฎหมายในเรื่องใดบ้าง ผมจะไม่ดื้อ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าทำได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ส่วนเรื่องใดที่ไม่เกี่ยวข้องก็พร้อมดำเนินการตาม”
๐ในการทำงาน มีเรื่องใดที่กังวลหรือไม่?
“ไม่กังวล เพราะช่วงที่เป็นรองปลัด ศธ.ก็ดูเรื่องงานบริหารบุคคลมาตลอด และรู้สึกว่างานของ ก.ค.ศ.ยังมีข้อติดขัดจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อมารับตำแหน่งนี้ จึงมานั่งดูรายละเอียด เพื่อปรับให้การทำงานมีความยืดหยุ่น ซึ่งผมพูดกับคนในสำนักงาน ก.ค.ศ.ตั้งแต่วันแรกที่มารับตำแหน่งว่า คนใน ก.ค.ศ.มีองค์ความรู้ที่แน่นมาก เพราะที่นี่ถูกอบรม ถ่ายทอดการทำงานที่เป็นระบบ ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้เปลี่ยนแปลงคือปรับให้การทำงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น”
๐หลักในการทำงานที่ยึดถือมาจนถึงปัจจุบันนี้?
“ผมมาถึงจุดนี้เป็นเพราะผู้บังคับบัญชาให้โอกาส สิ่งที่จะทำต่อไปคือให้โอกาสน้องๆ แนวทางที่กล้าประกาศชัดคือ เราจะมาอย่างไรไม่สำคัญ แต่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่นี้และมีความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ก็จะถูกเรียกร้องความเสียสละที่มากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม จะต้องดูแลตัวเองให้ดี ในที่นี้หมายรวมถึงเรื่องสุขภาพ และแนวทางการทำงานที่จะต้องมีความชัดเจน อย่าหลงไปกับเรื่องที่ไม่พึงประสงค์ เพราะตำแหน่งสูงขึ้นยิ่งจะมีอะไรมากมายเข้ามา คิดว่าทั้งหมดนี้จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยได้ ข้าราชการสมัยนี้อยู่ท่ามกลาง การตรวจสอบจำนวนมาก ทั้งจากผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา และหน่วยงานภายนอก ซึ่งไม่มีทางที่เราจะทำได้ถูกใจทุกคน ขออย่างเดียวคือ ทำให้ถูกต้องที่สุด ก็พอ”

