หนุนยกสถานะ’ก.ค.ศ.’เป็นนิติบุคคล แยกอิสระมีอำนาจเต็ม-ไม่ขึ้นตรง’สป.’ ห่วงติดกับดักกฎหมาย-ทำไม่บรรลุเป้า
นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา และนักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เสนอยกสถานะเป็นนิติบุคคล เช่นเดียวกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อให้มีอำนาจเต็มในการบริหารงานและเกิดความคล่องตัวนั้น ส่วนตัวเห็นด้วย และค่อนข้างแปลกใจที่หน่วยงานที่เทียบเท่าระดับกรม สำนักงาน ก.ค.ศ.ซึ่งมีเลขาธิการเป็นผู้บริหารระดับ 10 กลับไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งความเป็นนิติบุคคลที่ ก.ค.ศ.พยายามจะทำให้เกิดขึ้น โดยที่จะไม่รอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … มีผลบังคับใช้ก่อนนั้น ถือเป็นสิ่งควรทำ
“โดยหลักการหน่วยงานระดับนี้ควรจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่ปัญหาคือความเป็นนิติบุคคลไม่ได้เป็นการการันตีว่าจะสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว ดังนั้น จึงควรจะมีกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการกับหน่วยงานนั้นๆ อย่างแท้จริง ปัจจุบันแม้กระทั่งโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศก็มีการกำหนดให้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย แต่ก็จะพบว่าโรงเรียนก็ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และไม่มีกฎหมายอื่นที่เอื้อต่อการบริหารด้วยตนเอง เช่น ไม่สามารถสรรหาผู้อำนวยการโรงเรียนด้วยตนเอง เป็นต้น” นายอดิศรกล่าว
นายอดิศรกล่าวต่อว่า ฉะนั้น ถ้าจะปรับโครงสร้างให้ ก.ค.ศ.กลับมาเป็นนิติบุคคลก็ควรจะลงลึกไปให้ถึงบทบาท อำนาจ หน้าที่ ของหน่วยงานที่จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานได้ด้วย ไม่ใช่ให้สถานะอย่างเดียวเหมือนกับสถานศึกษาซึ่งอยู่ใน พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 เช่นเดียวกันแต่กลับไม่สามารถบริหารได้อย่างคล่องตัว ดังนั้น ก.ค.ศ.ต้องปรับให้เป็นนิติบุคคลพร้อมกับต้องแยกเป็นอิสระจากสำนักงานปลัด ศธ.ให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ให้หลุดจากการดูแลของ สป.ศธ.อย่างสิ้นเชิง เพราะจะไม่สามารถกำกับดูแลได้ เพียงแต่ต้องมีอิสระในลักษณะ และมีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการแบบนิติบุคคลได้อย่างแท้จริง
“ก.ค.ศ.ควรจะทำให้เป็นนิติบุคคลเหมือนกับมหาวิทยาลัยที่แม้จะอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานปลัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แต่มี พ.ร.บ.จัดตั้งโดยเฉพาะจึงมีความเป็นนิติบุคคลที่สามารถบริหารได้อย่างคล่องตัว ฉะนั้น ก.ค.ศ.ควรจะทำกฎหมายในเรื่องนี้ให้ดีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการบริหารอย่างคล่องตัวซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้กับวงการครูทั่วประเทศ” นายอดิศรกล่าว

