เปิดใจ’ดร.หญิง-ลิณธิภรณ์’ ขับเคลื่อนการอ่าน-คุณภาพการศึกษา

25.08.25 | 10:30 น.

เปิดใจ’ดร.หญิง-ลิณธิภรณ์’ ขับเคลื่อนการอ่าน-คุณภาพการศึกษา

*หมายเหตุ*- มติชน สัมภาษณ์พิเศษ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงนโยบายการทำงานและแนวทางการส่งเสริมการอ่าน

นโยบายส่งเสริมการอ่านจะ เป็นไปในทิศทางใด?

“การอ่านเป็นพื้นฐานของการพัฒนา ถ้ารักการอ่านก็เท่ากับเป็นผู้แสวงหาความรู้ เป็นหนึ่งในแนวทางที่หน่วยงานในกำกับ คือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เร่งขับเคลื่อน โดยสกร.มีหน้าที่ในการจัดการดูแลการศึกษาใน 2 ส่วน คือ 1.การศึกษาแบบเทียบระดับวุฒิการศึกษา 2.ดูแลห้องสมุดชุมชน ทั้ง 2 ส่วนถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน ที่ต้องมีการเพิ่มพูนความรู้ตลอดเวลา สิ่งที่พบคือ นักศึกษาบางส่วนที่เรียนกับสกร.อาจไม่มีความพร้อมในการใส่ใจหาความรู้ เนื่องจำเป็นต้องทำงานหารายได้ ส่งผลให้การใช้เวลาในการอ่านเป็นเรื่องรองลงมา ดังนั้น อาจจะต้องเข้าไปดูในรายละเอียด เลือกหนังสือที่สอดคล้อง เช่น การอ่านในลักษณะของใบงาน เฉพาะที่จำเป็น

ส่วนการพัฒนาห้องสมุด จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมห้องสมุด พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่มีความทันสมัย ขาดความเซ็กซี่ ไม่ดึงดูดผู้อ่าน เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจจะต้องมีการโปรโมทให้เห็นภาพ และอาจต้องมีความร่วมมือกับภาคเอกชน จัดหาหนังสือที่ดี มีคุณค่า เข้ามาเพิ่ม รวมถึงควรจะมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่จะต้องเลือกหนังสือที่เหมาะสม ขณะเดียวกับจะใช้ช่องทาง สถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา หรือ ETV ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสกร. เข้ามาช่วยส่งเสริมการอ่าน เช่น ทำหนังสือเสียงเพื่อให้ผู้สูงอายุนำไปเปิดฟัง โดยอาจจะเป็นหนังสือแนวธรรมะในชีวิตประจำวัน หรือ ฮาวทู ใช้ชีวิตอย่างไรในวัยชราให้มีความสุข เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟัง ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกับทางคณะทำงาน ETV เมื่อเร็วๆนี้และได้รับการตอบกลับมาว่าแนวทางนี้สามารถทำได้ โจทย์ต่อไปคือการออกแบบห้องสมุดใหม่ว่าจะ จัดทำแพลตฟอร์มออกมาหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้คาดว่าจะใช้อย่างน้อย 1 ปี ส่วนเว็ปไซต์ห้องสมุดที่เตรียมจะปรับใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน”

Advertisement

จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและห้องสมุดสังกัดสกร.พบปัญหาใดบ้าง?

“สกร.เป็นหน่วยงานที่มีสถานศึกษาแทบทุกพื้นที่ ทั้งระดับอำเภอ ตำบล ปัญหาคือเรื่องของบุคลากร โดยเฉพาะการสร้างขวัญกำลังใจ เช่น การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ซึ่งใช้เกณฑ์ประเมินเดียวกับครูในสังกัดอื่น ๆ ของศธ. ทั้งที่ลักษณะการเรียนการสอนของสกร.จะเน้นปฏิบัติ ไม่ได้เน้นวิชาการ การเสนอขอผลงานจึงต้องมีเกณฑ์ที่แตกต่าง โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือ กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อนำเรียน นางนฤมล ภิญโญสินวัตน์ รัฐมนตรีว่าการศธ. เพื่อปรับหลักเกณฑ์การประเมินและตัวชี้วัดที่เอื้อต่อครูสกร. มากขึ้น ขณะเดียวกันยังพบว่า สกร.เป็นการศึกษานอกระบบ ที่มีคนเรียนมากขึ้น เช่น กลุ่มที่หลุดจากระบบการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา พบว่า ตัวเลขผู้เรียนในสังกัด ไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริง บางส่วนยังมีชื่ออยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั้งที่ตัวเด็กมาเรียนกับสกร.แล้ว ซึ่งมีผลในเรื่องของเงินอุดหนุนรายหัว ซึ่งคงต้องมีการหารือ เพื่อขอให้มีการจัดสรรงบประมาณที่แท้จริงคืนมาให้สกร. โดยอยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูล”

การพัฒนาหลักสูตรสร้างอาชีพ?

“สกร.มีหลักสูตรด้านอาชีพ กว่า 38,000 หลักสูตร ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมาก และได้สรุป หลักสูตรที่ไม่ซ้ำ และสามารถใช้ได้จริมีเพียง 1,200 หลักสูตร ซึ่งอยู่ระหว่างให้ตรวจสอบความเข้มข้นของเนื้อหา ว่าเรียนแล้วสามารถนำไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ ได้จริงเท่าไร และเร็วๆ นี้ จะประกาศรับรองวิชาชีพด้วยมาตรฐานของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. หมายความว่าเด็กที่เรียนกับสกร.จะได้ใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ เบื้องต้นในบางหลักสูตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีและสามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ทันที เป็นแนวทางหนึ่งที่จะยกระดับการหลักสูตรการอบรมวิชาชีพของสกร. และนำไปสู่การจ้างงาน เช่น หลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว หรือCareGiver โดยเร็ว ๆ นี้จะมีการประกาศเป็นจัดเน้น หรือ ควิกวิน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการประชุมร่วมกันกับกระทรวงมหาดไท (มท.) และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ซึ่งจะมีการพัฒนาต่อเนื่อง และรับรองว่า เรียนสกร.แล้วมีงานทำแน่นอน อาจเป็นรายได้เสริมเดือนละ 5,000 – 6,000 บาท แต่ถ้าผู้เรียนไปต่อถึงระดับ 420 ชั่วโมงเราจะหางานเพิ่มเติมให้ได้อีก โดยที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างคือ จะมีหนังสือ จากมท.เพื่ออนุมัติให้สกร.เปิดรับสมัคร CareGiver เริ่มต้น18,000 อัตราทั่วประเทศ”

มองตัวเลขของการจ้างงานไว้ประมาณเท่าไร?

“ส่วนตัวไม่ได้มองเป้าว่าตัวเลข แต่มองว่า ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการทำข้อมูล มีแต่การสอนๆเรียนๆกันไปและไม่ได้ทำให้เห็นเลยว่าเรียนไปแล้วมันจะสามารถสร้างรายได้ได้จริงหรือไม่ แต่ตอนนี้ตัวเลขเหล่านี้จะถูกนำมาประกอบเพื่อใช้ในการขอใบรับรองวิชาชีพ ดังนั้นเมื่อวิเคาระห์หลักสูตรที่ใช้สร้างรายได้ได้จริง คาดว่าจะเหลือประมาณ 400 หลักสูตร และจะมาทำเป็นจุดเน้นจริงๆอย่างน้อย 100 หลักสูตร ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการเรียนรู้ด้านทักษะอาชีพ”

ได้มีการหารือกับนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการกพฐ. ว่าที่อธิบดีสกร.บางหรือไม่?

“ตอนนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน และดิฉันยังให้เกียรตินายธนากร ดอนเหนือ อธิบบดีสกร.คนปัจจุบันซึ่งมีอายุราชการจนถึงเดือนกันยายนนี้ และขอไปว่าอย่าเพิ่งเกียร์ว่างให้ทำงานด้วยกันก่อน ซึ่งหลายๆเรื่องก็ได้รับความร่วมมือที่ดี”

ในส่วนของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เป็นอย่างไร?

“มีการเรียกคณะทำงานเข้ามาพูดคุย ซึ่งพบว่าตัวชี้วัดในการประเมินก็ได้ลดลงไปจำนวนมาก ดังนั้นจึงขอให้สมศ.ไปทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่ถูกประเมิน เพื่อไม่ให้การทำงานมีความซ้ำซ้อน”

เกือบ2 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่งเริ่มสนุกกับงานที่ศธ. แล้วหรือไม่?

“เหนื่อยค่ะ ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานในกำกับทั้ง สกร. ,สมศ., สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งก็ได้มีการให้การบ้านไปทุกหน่วยงาน อยู่ระหว่างติดตามว่า ให้โจทย์ไปแล้ว สามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ทั้งหมดนี้คิดว่า จะมีควิกวิน หลายๆ เรื่องในอีก 3 เดือน สกร.ต้องโตขึ้น เพราะถือว่า เหมือนมีบ้านของตัวเอง ตรงนี้เป็นสิ่งที่สกร.ต้องทำให้ได้ อีกส่วน ได้มอบหมายให้สกร.ไปดูงานบาง ซึ่งน่าจะเชื่อมโยงกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ติดตามเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาแต่กสศ.ไม่ได้มีเครื่องมือในการสอนเด็กที่หลุดออกจากระบบเหล่านั้น ดังนั้นหน้าที่ของสกร. จึงต้องมาดูตัวเลข และการจัดสรรงบประมาณที่สามารถทำร่วมกันได้”

เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. มีข้อกังวลใดหรือไม่?

“ก็มีในเรื่องการทำงาน เพราะดิฉันก็เข้ามารับตำแหน่งในช่วงของกรอบงบประมาณมีการดำเนินการเสร็จสิ้น หลายๆเรื่องมีการดำเนินการไปแล้ว ขณะที่บางเรื่องใช้แค่แรง ไม่ต้องใช้เงินก็สามารถทำได้ทันที แต่บางเรื่องต้องใช้ทั้งแรงทั้งเงิน จึงกลายเป็นความกังวลว่าจะประสานกับหน่วยราชการอย่างไรเพื่อให้ไม่กระทบกับกรอบงบประมาณ และเปลี่ยนแปลงได้ในเชิงของความถูกต้องและไม่ผิดหลักเกณฑ์ ซึ่งได้มีการสอบถามไปยังทางอธิบดีสกร. และรองอธิบดีสกร. ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่ามีแนวทางที่สามารถทำได้และมีเหตุผลอันสมควร บางส่วนในบางพื้นที่ที่จำเป็นต้องใช้เงิน อย่างสถานศึกษาของสกร.ที่ประสบภัยพิบัติ ช่วงที่ผ่านมาก็สามารถขอใช้งบการในการซ่อมแซม”

“สำหรับปีงบประมาณ 2569 ทราบว่า สกร.ได้รับงบประมาณ 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาในส่วนของงบลงทุน ซึ่งก็คงต้องมาดูรายละเอียด เพราะหากจะดำเนินการตามนโยบายที่กล่าวมา ก็อาจต้องมีการขอใช้งบบางส่วน”

มีเรื่องร้องเรียนข้าราชการ หรือผู้บริหารสกร.เข้ามาบ้างหรือไม่?

“ยอมรับว่า มีเข้ามาอยู่เรื่อยๆแต่จะมาในรูปแบบของบัตรสนเท่ห์ แต่จากการตรวจสอบหลายเรื่องเป็นเฟนิวส์หรือข่าวปลอม ซึ่งก็คงเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามข้อมูล เพื่อให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องเงียบหาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะให้ชี้แจงทุกเรื่อง บางเรื่องที่ไร้น้ำหนักก็ไม่ได้มีการหยิบขึ้นมาพิจารณา แต่ถ้าเรื่องไหนดูมีน้ำหนักก็จะเรียกมาชี้แจง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

ความไม่มั่นคงของรัฐบาลจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนงานหรือไม่?

“ถือเป็นเรื่องปกติ ความไม่มั่นคงของรัฐบาลย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของข้าราชการ แต่หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย คดีคลิปเสียงน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในวันที่ 29 สิงหาคมไปแล้ว น่าจะมีความชัดเจนขึ้น งานในทุกวันนี้เดินได้ เพราะใช้พลังส่วนตัวในการประสานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล เพราะหากรอเวลาอย่างเดียว ก็คงไม่ได้ทำอะไร”

“ดิฉันก็มั่นใจว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับนายกฯและมองว่า น.ส.แพทองธาร มีความตั้งใจจริง กรณีคลิปเสียง มองเป็นเทคนิคการเจรจา ดังนั้นจึงน่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้ามีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะเกือบ 2 เดือน ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. และได้กำกับดูแล สกร. คิดว่าไม่มีเรื่องใดติดค้าง อะไรที่สามารถทำได้ ก็ได้เริ่มวางระบบ มีกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน เพราะตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประชาชน และคิดว่าหากต้องพ้นจากตำแหน่งไป ก็คงไม่โดนคนสกร. หรือคนศธ. ต่อว่าได้ ว่าเข้ามารับตำแหน่งแล้วไม่ทำอะไร เพราะทุกวันนี้ ทำจนปวดหัวไปหมด และทำแบบไม่มีประโยชน์อะไรแอบแฝง ที่สำคัญยังไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณ จึงไม่ได้มีความกังวลหาก มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”