นักวิชาการชี้ แก้ปัญหาน.ร.กัมพูชา สะท้อนไทยมีอารยะ เปิด 3 จุดอ่อนควรเร่งแก้
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากกรณีตำรวจพาแม่ชาวกัมพูชา ไปเชิญตัวเด็กชาย อายุ 13 ปี ออกจากโรงเรียนบัวเชดวิทยา อ.บัวเชด เพื่อผลักดันกลับประเทศกัมพูชานั้น จากเหตุการณ์ดังกล่าว ตนเห็นข้อดี คือ จากที่ประเทศไทยเข้าร่วมลงนามอนุสัญญาฯว่าด้วยสิทธิเด็ก ทั้งหมด 54 ข้อ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญหลักๆ เช่น สิทธิของการอยู่รอด สิทธิของการได้รับการพัฒนา สิทธิที่ได้รับการคุ้มครอง สิทธิของการมีส่วนร่วม และในปี 2567 ไทยได้ยกเลิกข้อสงวนเกี่ยวกับมาตรา 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก คือ การคุ้มครองเด็กผู้ลี้ภัยและเด็กผู้แสวงหาที่พักพิงมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดหาและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่เด็กพึงได้รับ ดังนั้น ไทยได้ลงนามอนุสัญญาฯว่าด้วยสิทธิเด็ก อย่างสมบูรณ์แล้ว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ในไม่กี่วันที่ผ่านมา มีสิ่งที่เราต้องพิจารณา เพราะมีทั้งกระแสที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย สิ่งที่ตนเห็นเรื่องดีๆ คือ ไทยเราเป็นอารยะก้าวหน้า มีสิทธิมนุษยชนชัดเจนมาก ความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้สะท้อน 1. ในช่วงที่ผ่านมา แม้ไทยจะเพลี่ยงพล้ำในเรื่องระบบข้อมูลข่าวสาร ตามหลังกัมพูชามาโดยตลอด แต่เราสู้ด้วยหลักการ และเคารพอนุสัญญาต่างๆ ปัจจุบันการเมืองเรารุกคืบอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามอนุสัญญาต่างๆ แม้จะช้า แต่การเมืองเรามีคุณภาพ ในขณะที่กัมพูชา เดินหน้าด้วยข้อมูลที่รวดเร็วแต่บิดพลิ้ว แทบจะไม่มีที่ยืนในเวทีนานาชาติ ขณะที่ทหารทำหน้าที่ตนเองอย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นข้อดีของไทย
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า 2. จากกรณีเด็กอายุ 13 ปี ที่จะต้องถูกส่งกลับ เราจะเห็นการพูดถึงเรื่องสิทธิเด็ก มนุษยชน โอกาสการได้รับการศึกษาเกิดขึ้นในสังคม ซึ่งครูและผู้บริหารที่อยู่ชายแดน รักลูกศิษย์สู้อย่างเต็มที่เพื่อให้เด็กได้เรียนต่อ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ตนคิดว่าถ้ามีโรงเรียนดี มีครูและผู้บริหารที่ยังมีจิตใจ มีคุณธรรม สู้เพื่อลูกศิษย์และสิทธิของเด็ก มองว่าประเทศควรภาคภูมิใจ คุรุสภาหรือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้เกียรติและยกย่องในสิ่งที่บุคคลเหล่านี้ได้กระทำ และอย่าไปโจมตีครูว่าไม่รักชาติ เพราะควรแยกประเด็นกันไป
3. ทั้งนี้ จะมีความเห็นที่สุดโต่ง เช่น ทำไมไปช่วยเด็กกัมพูชา เป็นต้น มองว่าอย่าไปตามเกมที่สกปรก เพราะเราเป็นประเทศที่มีอารยะ ถ้าเราหลงกลส่งเด็กกลับประเทศภาพจะออกมาเสียหายอย่างมาก การที่แต่ละฝ่ายช่วยเหลือเด็กให้อยู่ในประเทศได้ต่อไป เป็นความเมตตาของคนไทย ไม่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ แต่ให้โอกาสกับเด็ก แสดงให้เห็นว่าไทยต่างจากกัมพูชาอย่างชัดเจนที่ไม่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ และเมื่อต่างประเทศเห็นก็จะยกย่องประเทศไทย
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า 4. เมื่อมีสงครามชายแดน จะมีครอบครัวหลั่งไหลเข้าประเทศไทยมาก เจอเกิดเด็ก 0 เด็ก G จำนวนมาก ทั้งนี้ ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายเรื่อง เช่น อนุสัญญาสิทธิเด็ก พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก กฎหมายเกี่ยวกับคนเข้าเมือง มองว่าการจัดระเบียบเด็กข้ามชาติ จะทำอย่างไรให้เกิดแนวทาง และทำความเข้าใจให้เด็กเหล่านี้ได้รับสิทธิตามที่ควรจะได้รับ ทั้งนี้ เราไม่ได้ให้สัญชาติ แต่ปกป้องคุ้มครองให้ได้รับการพัฒนาโอกาสที่เหมาะสม มองว่าเรากำลังทำภารกิจของภูมิภาคอาเซียน เด็กจะเติบโตเป็นประชาชนอาเซียน เป็นเพื่อนที่ทำมาหากินด้วยกัน ดังนั้น เรื่องนี้ต้องมองระยะยาว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อน คือ 1. การแจ้งจับเด็ก ที่ตำรวจเข้าไปควบคุมเด็กที่โรงเรียน ทำให้เห็นว่าอนุสัญญาสิทธิเด็กยังมีช่องว่าง ปฏิบัติไม่ตรงกัน อีกทั้งภาคประชาสังคม เวลาเจอเด็กในแนวชายแดน ยังเอาเด็กเข้ามาเรียน ซึ่งผิดกฎหมายจนถูกดำเนินคดี ดังนั้น กฎหมาย การปฏิบัติ น่าจะสังคายนาพูดคุย และหารือว่าจะดูแล จัดการเรื่องนี้ให้มีความเข้าใจตรงกันอย่างไร
2. สิทธิเด็กยังไม่ได้รับการยอมรับในสังคมมากพอ ดังนั้น ควรจะทำความเข้าใจที่ถูกต้องกับทุกฝ่าย
3. ในอนาคตอาจจะมีเด็กเลข 8 หรือตัว G เข้ามามาก การเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่แฝงชาตินิยม สอดแทรกการเกลียดชัง ค่อนข้างอันตราย ควรสอนวิชาประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมืองให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์ หาคำตอบด้วยตนเอง

