มรภ.สุรินทร์ ส่งกลับ ‘นักศึกษากัมพูชา’ ทุนเรียนดี เหตุเพราะ 1 ใน 36 ได้ลาออกไปเพื่อเป็นทหารเขมร เป็นเรื่องความมั่นคง
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสข่าวทางสื่อโซเชียลกำลังจับตาทหารกัมพูชาที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์จับปืนเข้าปะทะกับทหารไทยในสมรภูมิปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรักจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งได้โพสต์เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กถึงแนวคิด “ฮุน เซน” เย้ยชาวไทย
จากการสืบสวนทราบว่านักศึกษารายนี้ ชื่อ นายรอน ชิด เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสาขาวิชาการไฟฟ้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ได้รับทุนจากบริษัทของไทยที่เข้าไปทำธุรกิจเครืองจักรทางการเกษตรในประเทศกัมพูชาได้ให้ ทุนเรียนดี เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และพักอยู่หอภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
รศ. ดร.ฉลอง สุขทอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เปิดเผยว่า กรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่เป็นชาวกัมพูชาชื่อนายรอน ชิต ซึ่งได้แจ้งลาออกไปเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 แต่ในความเป็นจริงนายรอน ชิด ได้หยุดเรียนและกลับไปอยู่บ้านเกิดที่อำเภอสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับด่านช่องจอม ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2568 แล้วสาเหตุเพราะพ่อของเขาที่เป็นทหารบอกว่าให้เขาไปสมัครเป็นทหารเพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า เขาจึงสมัครเข้าเป็นทหารของกัมพูชาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แล้วมาแจ้งลาออกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ในภายหลัง ซึ่งเป็นสิทธิ์ของเขาอยู่แล้ว
ปัจจุบันใน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มีนักศึกษาชาวกัมพูชาอยู่จำนวน 36 คน รวมถึงในรอน ชิด ที่แจ้งลาออกไปก่อนนี้และนักศึกษาทั้ง 36 คนได้ถูกส่งตัวกลับประเทศกัมพูชาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งในการส่งตัวนักศึกษาชาวกัมพูชากลับในครั้งนี้ มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานเขตสุรินทร์จำนวน 4 คนและนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุรินทร์จำนวน 2 คนรวม 41 คน ที่ส่งตัวไปข้ามแดนที่ด่านช่องเม็กจังหวัดอุบลราชธานี เข้าฝั่งประเทศลาว แล้วเดินทางต่อไปกัมพูชาที่จังหวัดสตึงเตรง ประเทศกัมพูชา
“นักศึกษาชาวกัมพูชาทั้งหมดที่มาศึกษาอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ทุกคนได้รับทุนการศึกษาจากฝั่งประเทศไทยทั้งหมด เหตุที่ต้องส่งตัวกลับทั้งหมดเป็นเรื่องของความมั่นคงภายในประเทศของเรา ส่วนพวกเขาจะได้กลับมาศึกษาต่ออีกหรือไม่เป็นเรื่องของอนาคตไม่มีใครบอกได้ ในฐานะครูบาอาจารย์ก็ได้แต่หวังว่าสถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา คงจะมีความสงบสุขกลับคืนมาในเร็ววัน เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องชาวบ้านที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จะได้มีเวลาทำมาหากินกันได้ตามปกติเหมือนที่ผ่านมา ตนก็ได้แค่หวังเท่านั้น เพราะไม่มีใครรู้อนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร” รศ.ดร.ฉลอง สุขทอง กล่าว


