‘สอศ.’ เดินหน้าเจรจาปรับฐานเงินเดือนผู้จบอาชีวะ ทั้งภาครัฐ–เอกชน หวังสร้างแรงจูงใจเรียนสายอาชีพ
นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีนโยบายเกี่ยวกับการปรับปรุงฐานเงินเดือนของผู้ที่จบการศึกษาสายอาชีวะศึกษานั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เริ่มดำเนินการโดยหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของสถานประกอบการที่เป็นของหน่วยงานรัฐบาลก็จะต้องให้ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นผู้ขับเคลื่อนเป็นหลัก ซึ่งสอศ.ก็ได้มีการประสานงานเพื่อหาช่องทางในการปรับฐานเงินเดือนให้กับข้าราชการที่จบจากสายอาชีวะ โดยในส่วนของราชการส่วนมากจะยึดฐานเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาเป็นหลัก
“ในบางตำแหน่งของข้าราชการที่จบสายอาชีวะจะมีค่าตอบแทนพิเศษให้ในวิชาชีพก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาเพิ่มรายได้ แต่ในส่วนของฐานเงินเดือนนั้นต้องมีหน่วยงานกลางอย่าง ก.พ.เป็นผู้กำหนด และในส่วนของภาคเอกชนสอศ.ได้มีการเจรจากับผู้ประกอบการมาโดยตลอด ซึ่งเรื่องของฐานเงินเดือนจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ที่จบการศึกษา เช่น บางคนอาจจะเรียนจบสายอาชีวะมาแต่มีใบรับรองด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ใบรับรองความสามารถจากกรมแรงงาน ก็จะทำให้เงินเดือนสูงกว่าผู้ที่มีวุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยทั่วไป ซึ่งเรื่องของความสามารถเหล่านี้เป็นสิ่งที่สอศ.ผลักดันและสนับสนุนให้ผู้เรียนได้รับมาโดยตลอด”นายยศพล กล่าว
นายยศพล กล่าวต่อว่า ในส่วนของฐานเงินเดือนภาคเอกชนที่ผลักดันให้สูงขึ้นเป็นมาตรฐาน สอศ.จะเริ่มต้นเจรจาผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (อ.กรอ.อศ.) 35 กลุ่มอาชีพ , หอการค้า ,สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นต้น โดยเรื่องเหล่านี้สอศ.ได้มีการผลักดันมาโดยตลอดเพื่อให้ฐานเงินเดือนของผู้ที่เรียนจบสายอาชีพสูงขึ้น ซึ่งความชัดเจนเกี่ยวกับฐานเงินเดือนในส่วนของภาครัฐบาลในตอนนี้จะยังไม่เกิดแต่ในส่วนของภาคเอกชนได้เกิดขึ้นแล้วในบางจุด
“ส่วนตัวผมไม่ได้กังวลว่าหากมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการศธ.นโยบายจะหยุดชะงักแต่อย่างใด เพราะรัฐมนตรีว่าการศธ.ทุกคนที่เข้ามาก็มีแนวทางที่ดีต่อการศึกษา ซึ่งในตอนนี้สอศ.ก็พร้อมขับเคลื่อนนโยบายของนางนฤมล ที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการศธ.อย่างเต็มที่ และหากนโยบายเรื่องของฐานเงินเดือนเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่สนใจจะเรียนสายอาชีพและผู้ปกครองของเด็ก อยากจะเข้ามาเรียนสถาบันอาชีวะมากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้สัดส่วนของผู้เรียนอาชีวะมีมากขึ้น”นายยศพล กล่าว

