หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา ครูสังคมบุรีร...

ครูสังคมบุรีรัมย์ ผวา สายปริศนาอ้างเป็น ตร. จี้ถามเคลื่อนไหวการเมืองเหมือน 2-3 ปีก่อน?

6.09.25 | 21:52 น.

ครูสังคมบุรีรัมย์ ผวา สายปริศนาอ้างเป็น ตร. จี้ถามเคยเคลื่อนไหวทางการเมือง 2-3 ปีก่อน?

เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) รายงานว่า “แฮร์รี่” ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนในจังหวัดบุรีรัมย์แห่งหนึ่ง เปิดเผยข้อมูลกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 ส.ค. 2568) ในขณะกำลังปฏิบัติงานที่โรงเรียนในช่วงเช้า ประมาณ 10.00 น. ได้รับสายโทรศัพท์คุกคามจากบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์

บทสนทนาเริ่มต้นด้วยการสอบถามข้อมูลส่วนตัว รวมถึงชื่อ อาชีพ และสถานที่ทำงาน ก่อนจะเข้าสู่คำถามหลักที่ว่า ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อน ก่อนหรือไม่ ครูแฮร์รี่รู้สึกประหลาดใจและถามกลับว่าทำไมต้องถามคำถามนี้ ผู้โทรมายังคงกดดันด้วยคำถามเกี่ยวกับที่อยู่ปัจจุบัน ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยและตั้งคำถามเกี่ยวการโทรมาติดตาม

“คุณไม่รู้หรือว่า สิ่งที่คุณถามเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทำไมไม่นัดที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ จะได้ไปคุยกันดี ๆ” ครูแฮร์รี่กล่าวกับผู้โทรศัพท์มา

ก่อนที่ผู้โทรมาจะมีน้ำเสียงฉุนเฉียวเมื่อถูกตั้งคำถาม และตอบกลับด้วยการนัดให้มาพบที่สถานีตำรวจ แต่การสนทนาก็จบลงโดยที่ครูแฮรี่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้โทรมาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงหรือไม่ ก่อนจะเล่าว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก “เรารู้สึกแพนิก ปกติจะไม่มีอะไรแบบนี้ เป็นครั้งแรกที่โทรมาถามแบบนี้ ก็กังวลและรู้สึกไม่ปลอดภัย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ต้องอาศัยอยู่คนเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำงานด้านการศึกษา ในฐานะครูสังคมที่มีประสบการณ์การสอนมา 15 ปี แฮรี่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน รวมถึงการจัดงานไพรด์และการสอนเรื่องความหลากหลายทางเพศ

Advertisement

“อาจเป็นช่วงที่เราสอนเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่สอนปกติ ตั้งแต่เป็นครูมา 15 ปี สอนรัฐศาสตร์ เนื้อหาสังคมมีอยู่แล้ว เรามีกิจกรรมในชุมนุม ส่งเสริมนักเรียน ชื่อชุมนุมรัฐศาสตร์และความหลากหลายทางเพศ อันนี้ก็สอนมาทุกปี” แฮร์รี่อธิบาย

ก่อนย้อนเล่าปัญหาความกดดันเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนหน้านี้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนสามารถจัดได้ปกติ แม้กระทั่งมีองค์กรอย่างแอนเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกับการบูรณาการวิชาศาสนาสากล แต่หลังรัฐประหารเริ่มมีการพยายามส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาในโรงเรียนเพื่อสอบถามและตรวจสอบกิจกรรมต่าง ๆ

“เวลาเกิดเหตุการณ์การเมือง เขาชอบโยงมาว่าเราไปปลุกปั่นเด็ก ตลกมาก มักมีคนว่าเราแบบนี้ เวลาเกิดเหตุอะไรขึ้น ก็มองเราเป็นคนแรกที่ไปปั่นหัวเด็ก หรือไปสั่งให้เด็กทำอะไร ซึ่งจริง ๆ เราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย”

“เรามีหน้าที่สอนนักเรียน ตอนนี้ไม่ได้สอนวิชาเกี่ยวกับหน้าที่พลเมือง ไม่ได้สอนประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนแล้ว ต้องมาสอนประวัติศาสตร์แทน”
ครูสังคมอธิบายต่อว่า “เรามองว่าเราสอนแนวนี้มันต้องมี จะไปปิดกั้นเด็กทำไม ทำไมไม่อยากให้ทำตรงนี้ ทำไมเขากลัวเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขนาดนั้น เราไม่ได้ไปทำร้ายใครด้วยซ้ำ”

แม้จะยังไม่ได้รายงานเหตุการณ์ต่อผู้บังคับบัญชา แต่แฮร์รี่วางแผนที่จะกลับไปตรวจสอบกับ สภ.เมืองบุรีรัมย์ว่าเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวเป็นของใคร และจะแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้ว่าถูกคุกคาม

แฮรรี่ยังมองว่าการคุกคามครูด้านการศึกษาเป็นการขัดต่อหลักการศึกษาขั้นพื้นฐาน “มันเป็นพื้นฐานการศึกษา โดยเฉพาะวิชาด้านสังคม ตามหลักสูตรส่งเสริมให้เด็กแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก มีจิตสาธารณะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ ถ้ามีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้น ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการก็จะไม่มี เพราะพวกนี้เป็นอุปสรรคแรก ๆ ของการทำลายเรื่องความคิดสร้างสรรค์”

ครูแฮร์รี่ยังเรียกร้องให้ผู้ที่ทำงานด้านการศึกษา ทั้งผู้บริหารและครู เข้าใจและไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพ “เพราะมันย้อนแย้งกับนโยบายการศึกษา อยากให้คนที่ทำงานด้านการศึกษา ทั้งผู้บริหารหรือครูเข้าใจในส่วนนี้ด้วย”