‘ก.ค.ศ.’ชี้’การเมือง’เปลี่ยนนโยบายต่อเนื่อง เชื่อลดภาระครู-วิทยฐานะไม่สะดุด

7.09.25 | 12:36 น.

ชี้’การเมือง’เปลี่ยนนโยบายต่อเนื่อง ‘ก.ค.ศ.’เชื่อลดภาระครู-วิทยฐานะไม่สะดุด

นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่นโยบายต่าง ๆ ในส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้รับมอบหมาย ยังคงขับเคลื่อนต่อไป โดยไม่มีนโยบายใดที่จำเป็นต้องหยุดชะลอหรือเลื่อน เพื่อรอความแน่นอนทางการเมือง ทั้งในส่วนของการลดภาระครู ก.ค.ศ. เร่งนำอัตราที่เกินเกณฑ์มาเกลี่ย เป็นอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อนำอัตรากำลังเหล่านี้ไปทำงานธุรการ พัสดุ ฯลฯ แทนครู ซึ่งเป็นการใช้กรอบอัตรากำลังเดิม ไม่ใช่การเพิ่มอัตรากำลังใหม่ ดังนั้นจึงไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน

นายธนู กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายด้านวิทยฐานะก็ยังคงเป็นภารกิจหลักที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ต้องขับเคลื่อนต่อไปตามปกติ ซึ่งในประเด็นวิทยฐานะเองก็ยังมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะต้องมีการพิจารณาทบทวนและปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ถือเป็นงานประจำที่สำนักงาน ก.ค.ศ.ต้องดำเนินการ ดังนั้นแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใน ศธ. ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้านโยบายเหล่านี้ และทำให้นโยบายที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ก.ค.ศ. สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

“หน้าที่ของก.ค.ศ. คือ การทำให้ครูผู้สอนสามารถทำหน้าที่หลักของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่ถูกภาระงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่งานสอนเข้ามาแทรกแซง งานเหล่านี้ ควรเป็นหน้าที่ของบุคลากรสายสนับสนุนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ให้ครูต้องรับภาระทั้งหมด และเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว ก.ค.ศ. จึงเร่งดำเนินการเกลี่ยอัตรากำลังครูเกินเกณฑ์เปลี่ยนให้เป็นตำแหน่ง 38 ค. (2) เพื่อนำอัตรากำลังเหล่านี้ไปสนับสนุนครูผู้สอน ซึ่งเป็นการใช้กรอบอัตรากำลังเดิม ไม่ใช่การเพิ่มอัตรากำลังใหม่แต่อย่างใด ” เลขาธิการก.ค.ศ. กล่าว

เลขาธิการก.ค.ศ. กล่าวต่อว่า แม้ขณะนี้จะอยู่ในห้วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยยังไม่ปรากฏความชัดเจนว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด แต่การดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านการพิจารณาและก.ค.ศ. มีมติเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว เช่น การกำหนดกรอบ 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) จำนวน 11,039 อัตรา เพื่อรองรับการแบ่งโครงสร้างภายในของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมีการจัดตั้ง 20 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)ใหม่ขึ้น เป็นเรื่องที่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการศธ. หรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้เรื่องการเกลี่ยอัตรากำลังถือเป็นภารกิจที่มีการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากเป็นสิ่งที่สถานศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศมีความต้องการ

Advertisement