สพฐ.สั่งนิติกร เช็กข้อมูลหลังถูกร้อง ปรับหลักสูตรเอื้อเช่าซื้ออุปกรณ์เสริม ยันดำเนินการถูกต้อง

9.09.25 | 12:25 น.

สพฐ.สั่งนิติกร เช็กข้อมูลหลังถูกร้อง ปรับหลักสูตรเอื้อเช่าซื้ออุปกรณ์เสริม ยันดำเนินการถูกต้อง

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า กรณีที่มีผู้ร้องเรียนสพฐ. ที่ส่อกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติ ในการกระทำหรืองดเว้นต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับการเช่าซื้อสื่อดิจิทัล ทั้งที่ไม่มีกฎหมายใดที่บัญญัติไว้ให้ปรับหลักสูตรได้นั้น ตนได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการกพฐ.ให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว ซึ่งสพฐ.ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้สำนักนิติกรของสพฐ.ไปดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าสิ่งที่ผู้ร้องแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษสพฐ.นั้นมีข้อเท็จจริงที่บิดเบือนหรือไม่ ทั้งนี้สำนักนิติกรสพฐ.เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีนครบาลดุสิต เพื่อตรวจสอบหลักฐานการร้องเรียนว่ามีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และในเอกสารร้องเรียนนั้นมีเรื่องหมิ่นประมาทกับบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

“สำหรับโครงการเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือ AnyWhere AnyTime นั้น เป็นการเช่าซื้อแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค หรือโครมบุ๊ค ซึ่งผู้ร้องกล่าวหาว่าโครงการดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อเด็กจำนวน 13 ล้านคน ผมขอชี้แจงว่า โครงการนี้มุ่งเป้าหมายเพื่อแจกให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตั้งแต่ชั้นมัธยมชั้นปีที่ 4-6 จำนวน 600,000 คน และเด็กในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของสพฐ.ตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ขวบ ถึง18 ปี ซึ่งมีเพียง 6,300,000 คนเท่านั้น ดังนั้นถือว่าข้อมูลดังกล่าวจึงถือว่าเป็นข้อมูลไม่ถูกต้อง” นายพัฒนะ กล่าว

นายพัฒนะ กล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณ ปี2568 ที่จัดสรรไปให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จำนวน 118 เขต ในการดำเนินเนินโครงการดังกล่าว ขณะนี้เหลือเพียง 30 เขตพื้นที่ฯเท่านั้น ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีบิดดิ้ง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน ขณะเดียวกันสถานประกอบการที่เข้ามาร่วมประกวดราคา ก็ไม่ได้กำหนดมาจากส่วนกลาง โดยให้แต่ละเขตดำเนินการคัดเลือกด้วยตนเอง

“ปัจจุบันผู้ปกครองนักเรียนที่อยู่ในเมืองหรือเขตกรุงเทพฯร้อยละ 90% เข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำเป็นการเติมช่องว่างลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่อยู่ต่างจังหวัด หรือเด็กที่มีฐานะยากจนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงอุปกรณ์ทันสมัย นำมาใช้เสริมการเรียนและค้นหาความรู้ ถือเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในภาพรวมของประเทศ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย” นายพัฒนะ กล่าว

Advertisement

ด้านนายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษาสพฐ. กล่าวว่า ตนในฐานะคณะผู้จัดทำปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 3-6 ปี ปีการศึกษา 2568 ยืนยันว่า การปรับหลักสูตร ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการปรับปรุงหลักสูตรตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 27 ที่กำหนดให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีบทบาทในการพัฒนาหลักสูตรแกนกลาง เพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและการสร้างพลเมืองของประเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2552 ที่สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับกับบริบทความต้องการความจำเป็นและจุดเด่นของสถานศึกษาได้ ซึ่งการปรับปรุงหลักสูตรฉบับนี้ดำเนินการผ่านคณะทำงานงานหลายชุดจนประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ในกลุ่มโรงเรียนที่มีความพร้อมสมัครเข้าร่วมใช้หลักสูตรใหม่ฉบับนี้ โดยหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 3-6ปี มุ่งพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้านสุขภาวะทางกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม ดังนั้นการกล่าวหาว่าหลักสูตรนี้ได้เอื้อกับการใช้อุปกรณ์เสริมการสอนทั้งแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค และโครมบุ๊คนั้น จึงไม่ใช่ประเด็นที่ถูกต้อง