จัดซื้อ’แท็บเล็ต/โน้ตบุ๊ก’ส่อสะดุด30ร.ร.กทม.ปฏิเสธรับอุปกรณ์-กก.แห่ถอนตัว

15.09.25 | 11:41 น.

จัดซื้อ’แท็บเล็ต/โน้ตบุ๊ก’ส่อสะดุด30ร.ร.กทม.ปฏิเสธรับอุปกรณ์-กก.แห่ถอนตัว

นายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่า นโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime ที่ให้แต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ดำเนินการเช่าซื้ออุปกรณ์เสริมการสอน อาทิ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค และโครมบุ๊ค ตามความต้องการของแต่ละเขตพื้นที่ฯนั้น ขณะนี้ทราบ ว่า โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ กว่า30 แห่ง ปฏิเสธไม่ขอรับอุปกรณ์เหล่านี้ อีกทั้งคณะกรรมการฯที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างในหลายเขตพื้นที่ฯ ทยอยถอนตัว เพราะรู้สึกไม่มั่นใจต่อ ร่างขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ ซึ่งสเปกบางส่วนถูกกำหนดจากส่วนกลาง จึงกังวลว่าจะเกิดปัญหาเหมือน กรณีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงสนามกีฬาฟุตซอล

นายณรินทร์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่า แนวทางที่เหมาะสม คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อหาบริษัทเช่าซื้ออุปกรณ์เสริมดังกล่าว ให้กับทุกเขตพื้นที่ฯ ไม่ควรผลักภาระให้แต่ละเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการเอง เพราะขณะนี้พบปัญหา ไม่มีใครสมัครใจมาทำหน้าที่คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นหากสพฐ.ดำเนินการเอง จะสามารถควบคุมและรับผิดชอบได้ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดคุณสมบัติของอุปกรณ์ กระบวนการประกวดราคาและการจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงกระบวนการตรวจรับและการจัดส่งอุปกรณ์

“ข้อดีที่ให้สพฐ. รับผิดชอบดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเองทั้งหมด คือ หากพบปัญหาทุจริตหรือความผิดพลาดใด ๆ ก็จะเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของสพฐ. ไม่ต้องผลักให้เขตพื้นที่ฯรับผิดชอบ อีกทั้งจะทำให้โรงเรียนมีเวลาไปทุ่มเทให้กับการจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องแบ่งเวลามาดูแลภาระด้านเอกสารและงานจัดซื้อจัดจ้างที่เพิ่มมากขึ้น โรงเรียนในกรุงเทพฯและปริมณฑล หลายแห่ง มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์การเรียนการสอนอยู่แล้ว บางแห่งมีอุปกรณ์ที่ทันสมัย กว่าที่โครงการจะจัดหาให้ จึงไม่จำเป็นต้องได้รับอุปกรณ์เหล่านี้ “นายณรินทร์ กล่าว

นายกส.บ.ม.ท. กล่าวต่อว่า ดังนั้น ควรนำงบประมาณและทรัพยากรไปมุ่งสนับสนุนโรงเรียนขยายโอกาส โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์และโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีการศึกษา และแม้ว่าในปีงบประมาณ 2569 โครงการนี้จะได้รับอนุมัติงบประมาณผูกพัน กว่า5,000 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมโรงเรียนทุกแห่งที่มีความต้องการ ดังนั้นจึงไม่ควรเข้าไปจัดอุปกรณ์ให้กับโรงเรียนที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แต่ควรให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่ต้องการโอกาสและการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างแท้จริง

Advertisement