นักวิชาการ เปิด 3 มหาวิกฤตปัญหาการศึกษา แนะ 5 แนวทางเร่งแก้
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากที่ตนเข้าไปร่วมประชุม พร้อมกับได้ข้อมูลและลงพื้นที่พบ 3 มหาวิกฤตปัญหาการศึกษา ที่เรื้อรังและรอการระเบิด วิกฤตที่ 1 คือ จากรายงานของสภาพัฒน์เมื่อปี 2561 พบ 2 ข้อมูลที่เป็นเรื่องใหญ่ ที่แสดงให้เห็นถึงวิกฤตของสังคมไทย 1.ในปี 2567 ความยากจนในสังคมไทยไม่ลดลงเลย เป็นปัญหาเรื้อรัง ความยากจนความเหลื่อมล้ำนี้นำมาซึ่งปัญหามากมาย เช่น หนี้สิน รายได้ที่ลดลง การมีงานทำ ปัญหาสังคม และยาเสพติด ซึ่งสิ่งนี้เป็นวิกฤตใหญ่
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า วิกฤติที่ 2 คือทรัพยากรมนุษย์ที่ด้อยลงทุกด้าน ได้ 61% จาก 85% ที่ OECD ประเมินว่าควรที่จะได้ซึ่งถือว่าต่ำมาก ผลสอบวัดทักษะต่างๆต่ำทั้งในประเทศและนานาประเทศจนน่าตกใจ ทำให้เห็นว่าทรัพยากรมนุษย์มีปัญหาในตัวเชิงระบบมาก การฝึกอบรม อัพสกิล และรีสกิล ไม่มีผลกับตลาดแรงงานไม่สามารถยกระดับคุณภาพของตลาดแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบได้ ในเดือนกันยายนระบบราชการใช้เงินหมดไปกับเรื่องค่าฝึกอบรม ค่าโรงแรมค่าวิทยากร ทั้งนี้ไม่มีการติดตามและประเมินผลเลยว่าผลของการฝึกอบรมนั้นเกิดประโยชน์อะไรบ้าง
“ทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นปัญหาที่วิกฤต แต่ไม่มีใครตระหนัก ไม่มีใครพูดถึง และไม่มีใครนำปัญหานี้มาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า วิกฤตที่ 3 คือ ในปี 2566 พบเด็กนอกระบบ 1,025,514 คน ในปี 25 67 สามารถติดตามเด็กพบได้ 99% ในจำนวนนี้กลับเข้าเรียนเพียง 2 แสนคน เด็กอีก 8 แสนคนปฏิเสธการช่วยเหลือ เด็กกลุ่มที่ปฏิเสธการช่วยเหลือ จะพบปัญหาคือ เป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง จะกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่เข้าถึงข้อมูลและสวัสดิการที่ต่ำมาก ซึ่งประเทศไทยมีคนกลุ่มนี้ถึง 46% มองว่าในปัจจุบันการตามเด็ก 8 แสนกว่าคน อาจจะตามกลับมาได้ต่ำมาก เพราะมีปัญหาเรื่องความยากจน ปัญหาครอบครัว เด็กแทบจะไม่กลับมาเรียนแม้ระบบการศึกษาจะยืดหยุ่น เพราะเราไม่สามารถเข้าถึงความต้องการที่แท้จริง ชีวิตของเด็กแต่ละคนได้ นอกจากนี้ยังพบเด็กม.ปลายออก ออกกลางคัน 4-5 หมื่นคนต่อปี
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นเหล่านี้คือปัญหาวิกฤต รัฐบาลออกนโยบาย Quick Win ในลักษณะที่สั้น แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และตอบโจทย์บางเรื่องได้ดีพอสมควร โดย นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มอบนโยบาย 5 ด้าน 15 นโยบาย ไม่กระชับเป็นเนื้อเดียวกันกับปัญหา ที่วิกฤตและรุงรัง เป็นเพียงควิกวินที่แก้ปัญหาชั่วครั้งชั่วคราว แต่ปัญหาที่วิกฤตและเรื้อรังแก้แทบไม่ได้
เมื่อดูนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เช่น การผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งตนมองว่าไม่มีทางสำเร็จ ภายใน 4 เดือน เพราะกระบวนการต่างๆต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ส่วนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผลักดันเรื่องการ อีพสกิล รีสกิล ช่วยเหลือคนตกงาน โดยผลักดันควบคู่กับมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ผลการศึกษาพบว่า ทักษะที่รัฐฝึกอบรมไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานทำให้สูญเปล่า ดังนั้นเรื่องนี้ต้องระวัง จากการดูนโยบายด้านการศึกษาแล้วพบว่า ราชการนำการเมืองมากกว่า ในอีก 120 วัน หรือ 4 เดือนข้างหน้า ตนคิดว่า 3 มหาวิกฤตนี้ถ้าจะแก้ไขให้ดีขึ้นประเทศ ต้องเตรียมการและมีรัฐบาลที่รู้ปัญหาจริง นำคนมีอาชีพเข้ามาดำเนินงาน
“สิ่งที่รัฐบาลที่ถูกเลือกตั้งในสมัยหน้าต้องแก้ปัญหาวิกฤตเหล่านี้คือ 1.ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบ เน้นการกระจายอำนาจเน้นการมีส่วนร่วม 2. อยากให้มองเรื่องรัฐสวัสดิการมากกว่ารัฐประชานิยม ลดความเหลื่อมล้ำกระจายรายได้ให้กับประชาชน 3. นำการแก้ไขปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำเป็นวาระของชาติเพราะปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน 4. จำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาทั้ง ศธ.และ อว. เช่นจะขยายการศึกษาภาคบังคับเป็นมปลายอาชีวะหรือไม่ และผลักดันร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติให้เสร็จภายในรัฐบาลหน้าให้ได้ รวมทั้ง ปฏิรูปหลักสูตรระดับอุดมศึกษา การนำ AI มาใช้อย่างระมัดระวังและรอบคอบ 5. กำหนดแนวทางผลิตพลเมืองของโลกให้ชัดเจน และสร้างนักการเมืองที่มีคุณภาพ รู้จักระบอบรัฐประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม” นายสมพงษ์ กล่าว

