ทูตจีน ชูสัมพันธ์ ไทย-จีน กับธรรมาภิบาลโลก ย้ำหลัก 5 ประการ ในโอกาสครบรอบ 50 ปี
สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU และ China Media Group (CMG) ร่วมกันจัดงานปาฐกถาพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน หัวข้อ “ความสัมพันธ์ ไทย-จีน กับธรรมาภิบาลโลก” โดยได้รับเกียรติจาก นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นองค์ปาฐกในครั้งนี้

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มธบ.กล่าวว่า ในวาระที่เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ครบ 50 ปี มีความหมายอย่างยิ่ง สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น และมั่นคงระหว่าง 2 ประเทศ ที่เติบโตบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การศึกษา และเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง DPU ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือทางการศึกษา ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างทั้ง 2 ประเทศ รวมถึง ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาจีน และการทำงานร่วมกับสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนไทยได้เข้าใจจีนในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นภาษา วัฒนธรรม เทคโนโลยี หรือเศรษฐกิจของโลกในยุคใหม่
“เชื่อว่าธรรมาภิบาลโลก เป็นแนวคิดสำคัญของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน จะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน และจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการเข้าใจบทบาทของทุกคนในสร้างสรรค์ประชาคมโลกของเรา รวมถึง แนวทางสู่การพัฒนาร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืน” ดร.ดาริกากล่าว

ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน กล่าวว่า ยินดีที่ได้ร่วมจัดงานครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการสื่อสารระหว่าง 2 ประเทศ เชื่อมั่นว่าการปาฐกถาครั้งนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับแนวคิดธรรมาภิบาลโลก มีบทบาทสำคัญในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก และเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างมิตรภาพ และความร่วมมือระหว่างไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รู้สึกภาคภูมิใจที่ผู้เข้าร่วมงานในวันนี้ทุกท่านจะได้รับฟังปาฐกถาอันทรงคุณค่าจากท่านเอกอัครราชทูต

นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถา “ความสัมพันธ์ ไทย-จีน กับธรรมาภิบาลโลก” ว่า จีน และไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี ซึ่งต่างมีความต้องการร่วมกันในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ความร่วมมือระหว่างจีน-ไทยในธรรมาภิบาลโลก จึงมีความสำคัญยิ่งในสถานการณ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน เพราะธรรมาภิบาลโลกเกี่ยวข้องกับสันติภาพของมนุษยชาติ และอนาคตของโลกทั้งใบ ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่เราจะได้มาร่วมกันศึกษาให้กว้างขวางขึ้น ในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก และการก่อตั้งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตร่วมกันของ
นายจาง เจี้ยนเว่ย กล่าวอีกว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เสนอความคิดริเริ่มธรรมาภิบาลโลก โดยมีหลักการสำคัญ 5 มิติ ได้แก่ 1.การธำรงไว้ซึ่งความเท่าเทียมทางอธิปไตยเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับธรรมาภิบาลโลก ทุกประเทศไม่ว่าจะใหญ่ หรือเล็ก รวย หรือจน ล้วนต้องได้รับความเคารพเท่าเทียมกัน มีสิทธิเลือกเส้นทางการพัฒนาของตนเอง และต้องได้รับสิทธิในการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในกระบวนการตัดสินใจระดับโลก ซึ่งจีนยืนหยัดคัดค้านการใช้อำนาจเหนือผู้อื่น การบีบบังคับ และการเมืองเชิงอำนาจ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางสิทธิ ความยุติธรรมทางสังคม และการพัฒนาร่วมกัน 2.การธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมระหว่างประเทศเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานของธรรมาภิบาลโลก ซึ่งกฎหมาย และกฎระเบียบระหว่างประเทศคือบรรทัดฐานร่วมของมวลมนุษย์ ทุกประเทศควรเคารพและปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด ไม่ควรบิดเบือนหลักการเพื่อประโยชน์ของตนเอง
3.การธำรงไว้ซึ่งลัทธิพหุภาคีนิยมเป็นเส้นทางพื้นฐานสำหรับธรรมาภิบาลโลก ซึ่งจีนสนับสนุนการรักษาระบบระหว่างประเทศโดยมีสหประชาชาติเป็นแกนหลัก และระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ จีนส่งเสริมความร่วมมือผ่านเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” องค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) กลไก BRICS เพื่อร่วมกันสร้างการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน 4.การยึดมั่นในแนวทางที่ยึด “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” คือ ค่านิยมของธรรมาภิบาลโลก โดยเป้าหมายสูงสุดของธรรมาภิบาลโลก คือการทำให้ประชาชนของทุกประเทศมีความสุข ความมั่นคง และมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจีนยึดแนวคิด “พัฒนาเพื่อประชาชน อาศัยประชาชน และเพื่อประโยชน์ของประชาชน” เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่สร้างความผาสุกและความมั่นคงแก่ประชาชนทั่วโลก และ 5.การยึดมั่นในแนวทางที่มุ่งเน้นการปฏิบัติจริงเป็นหลักการสำคัญของธรรมาภิบาลโลก โดยจีนเน้นการสร้าง “ชุมชนแห่งอนาคตร่วมของมนุษยชาติ” ผ่านการลงมือทำจริง เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเล ธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ ฯลฯ เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงและความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างแท้จริง
“ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จีน และไทย ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เคารพซึ่งกันและกัน และเป็นแบบอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เท่าเทียม และเกื้อกูล ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ ‘หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง’ และเป็นพลังสำคัญในการส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก คำว่า จีน-ไทย ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญ แต่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอันยั่งยืน ความเท่าเทียม ความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างสันติ แนวคิดธรรมาภิบาลโลกที่ประธานาธิบดีฯ สี จิ้นผิงเสนอไว้ ได้ชี้ทิศทางที่ชัดเจน เปิดพื้นที่ใหม่ให้ความร่วมมือระหว่างจีน-ไทยก้าวหน้าอย่างมั่นคง เป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างธรรมาภิบาลด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างมาตุภูมิที่สวยงาม และสงบสุขต่อไป” นายจาง เจี้ยนเว่ย กล่าว

นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ธรรมาภิบาลโลก อนาคตแห่งสันติภาพร่วมกัน” ว่า จีนเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่ข่มเหง รังแก หรือครอบงำประเทศอื่น ซึ่งเป็นหลักธรรมาภิบาลตามแนวคิดของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง การสร้าง หรือดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีน อยู่บนแนวทาง “ร่วมหารือ ร่วมสร้าง ร่วมแบ่งปัน” เป็นความมุ่งหมายของจีน เห็นได้จากดำเนินนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางซึ่งเป็นการแบ่งปันเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน อีกทั้ง จีนถือเป็นประเทศที่มีอิทธิพลทั้งทางการค้า และวัฒนธรรมไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกโดยยึดมั่นหลักการเรื่องความเสมอภาค และสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบ win-win โดยคุณธรรมต้องมาก่อนผลประโยชน์เสมอ ตนเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ไทย-จีนจะยังคงมั่นคง และพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่องอย่างยั่งยืน




