นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 一意孤行 yīyìɡūxínɡ (อีอี้กูสิง)
โดย คำว่า 一意 yīyì (อีอี้) แปลว่า ความเห็นเป็นหนึ่งเดียว ความเห็นอย่างเดียว ความมุ่งมั่น
孤 ɡū (กู) แปลว่า คนเดียว ตัวคนเดียว
行 xínɡ (สิง) แปลว่า เดิน ทำ
เมื่อรวมกันแล้วหมายถึงทำอะไรด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ทำด้วยตัวเอง ทำด้วยตนเองแม้ไม่มีใครสนับสนุนก็ไม่เป็นไร ในสุภาษิตคำนี้ มีทั้งความหมายที่สื่อไปในเชิงบวกและเชิงลบ ความหมายเชิงบวกก็คือทำการสิ่งใดก็มีความมุ่งมั่น ไม่วอกแวก ส่วนความหมายเชิงลบก็คือคนหัวรั้น หัวดื้อไม่ยอมรับฟังความเห็นจากใคร มาดูตัวอย่างนิทานสุภาษิตคำนี้กัน
จีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก西汉/西漢 Xī Hàn (ซีฮั่น) มีขุนคนหนึ่งชื่อจ้าว ยหวี่ 赵禹/趙禹 Zhào Yǔ เป็นขุนนางเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ให้คำปรึกษาแก่กองทัพ ซึ่งเขายังเป็นนักเขียนที่เก่งมาก บังเอิญที่จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้汉武帝/漢武帝Hàn Wǔ Dì ได้เห็นงานเขียนของเขาชิ้นหนึ่งเข้า เมื่อจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้อ่านแล้วก็รู้สึกว่าบทความนี้มีความหมายลึกซึ้งและเฉียบคม พระองค์คิดว่ามีน้อยคนนักในสมัยนั้นที่จะเทียบเคียงได้ จึงเรียกเข้าเมืองหลวงและแต่งตั้งจ้าว ยหวี่เป็นผู้ตรวจสอบฎีกาหรือเขียนฎีกาต่างๆ
ต่อมาพระองค์ทรงเลื่อนตำแหน่งให้จ้าวหยวี่เป็นเสนาบดี และทำงานร่วมกับจางทัง张汤/張湯 Zhānɡ Tānɡ เสนาบดีที่จักรพรรดิไว้วางพระทัย มอบหมายทั้งสองคนทำหน้าที่ปรับปรุงและร่างกฎหมายระดับชาติ เพื่อใช้เป็นบทบัญญัติทางกฎหมายที่เข้มงวดในการจำกัดอำนาจของข้าราชการตามพระประสงค์ของจักรพรรดิอู่ตี้ ข้าราชการที่เคยทำผิดทั้งหลายเกรงกลัวว่ากฎหมายใหม่จะเอาผิดพวกเขาได้ จึงแอบเจรจากับจ้าวยหวี่และจางทัง หวังว่าทั้งสองจะเมตตาและแก้ไขบทบัญญัติทางกฎหมายให้มีความยืดหยุ่นขึ้น ทางด้านจางทังนั้นตอบรับทันทีเมื่อได้สินบนมากมาย ส่วนจ้าวยหวี่นั้น แม้จะมีการเชิญเขาไปร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน แต่จ้าวยหวี่ก็ไม่ใช่บุคคลที่จะสร้างความสัมพันธ์ด้วยได้เลย หลังจากเขาปฏิเสธคำขอหรือคำเชิญทั้งหลาย เหล่าขุนนางทั้งหลายจึงกล่าวหาว่าเขาหยิ่งยโสและดูถูกผู้อื่น ต่อมาเมื่อการพิจารณาและแก้ไขกฎหมายใหม่อย่างรอบคอบแล้ว
จึงตัดสินใจจะนำขึ้นถวายองค์จักรพรรดิ กฎหมายหลายข้อที่เหล่าขุนนางกลัวยิ่งนัก เช่น “การลงโทษข้าราชการที่รู้เห็นเป็นใจโดยไม่รายงาน” และ “ความผิดของเจ้าหน้าที่จะถูกลงโทษ” เพื่อควบคุมเจ้าหน้าที่และป้องกันไม่ให้ทำผิด ทันทีที่ข่าวแพร่กระจายออกไป เหล่าขุนนางทั้งหลายเห็นว่ากฎหมายไม่ควรเข้มงวดเกินไป มิฉะนั้นจะนำมาซึ่งความขุ่นเคือง จึงรวมตัวกันนำของขวัญล้ำค่ามาที่บ้านของจ้าวยหวี่ อย่างไรก็ตาม จ้าวยหวี่กลับเพิกเฉยต่อคำแนะนำของเหล่าขุนนางที่ให้แก้ไขกฎหมาย เมื่อเหล่าขุนนางตระหนักว่าไม่สามารถเจรจาโน้มน้าวได้อีกต่อไป จึงลุกขึ้นกล่าวคำอำลา ก่อนจากไป จ้าวยหวี่ยังได้คืนของขวัญล้ำค่าทั้งหมดที่นำมา พิสูจน์ให้เห็นถึงความซื่อสัตย์สุจริตของเขา ทุกคนต่างโกรธแค้นยิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นขุนนางที่เหงาไร้เพื่อน กลายเป็นขุนนางโดดเดี่ยวผู้เดียวดาย แต่ประชาชนและขุนนางผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายต่างก็รู้ว่าจ้าวยหวี่เป็นคนซื่อสัตย์และเที่ยงธรรมอย่างยิ่ง มีคนถามจ้าวยหวี่ว่าเขาไม่คำนึงถึงสิ่งที่คนรอบข้างจะคิดกับเขาบ้างหรือ เขายิ้มและกล่าวว่า “ข้าขอปฏิเสธคำขอจากเพื่อนฝูงและแขก เพื่อที่ข้าจะได้ตัดสินใจและจัดการเรื่องต่างๆ ได้อย่างอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากผู้อื่น ไม่เช่นนั้นข้าจะคู่ควรกับความไว้วางใจของจักรพรรดิได้อย่างไร” ส่วนจางทังขุนนางอีกคนที่ร่วมปรับปรุงกฎหมายกับเขานั้น แม้จะมียศใหญ่กว่า และเป็นที่ไว้วางใจของจักรพรรดิมาก แต่เมื่อเรื่องราวแดงขึ้นมาว่า เขาพยายามสอดไส้กฎหมาย หรือหาทางปรับแก้กฎหมายต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการทุจริต จักรพรรดิทรงกริ้วและลดตำแหน่งของเขาลง เขารู้สึกอับอายยิ่งนัก สุดท้ายก็ปลิดชีพตัวเองลง
ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:不接受别人的劝告,顽固地按照自己的主观想法去做。
成語比喻:不接受別人的勸告,頑固地按照自己的主觀想法去做。
Chénɡyǔ bǐyù:Bù jiēshòu biérén de quànɡào,wánɡù de ànzhào zìjǐ de zhǔɡuān xiǎnɡfǎ qù zuò.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่: ปู้ เจียโฉ้ว เปี๋ยเหริน เตอะ เชวี่ยนเก้า, หวานกู้ เตอะ อ้านเจ้า จื้อจี่ เตอะ จู่กวาน เสียงฝ่า ชวี่ จั้ว
สุภาษิตเปรียบว่า ไม่รับคำแนะนำของคนอื่น ดื้อรั้นที่จะกระทำตามความคิดของตนเอง
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
我多次提醒风险,但他仍一意孤行收购亏损项目,最终亏损惨重。
我多次提醒風險,但他仍一意孤行收購虧損項目,最終虧損慘重。
Wǒ duō cì tíxǐnɡ fēnɡxiǎn, dàn tā rénɡ yīyìɡūxínɡ shōuɡòu kuīsǔn xiànɡmù, zuìzhōnɡ kuīsǔn cǎnzhònɡ.
หวั่ว ตัว ชื่อ ถีสิ่ง เฟิงเสี่ยน, ต้าน ทา เหริง อีอี้กูสิง โฌวโก้ว คุยสุ่น เซี่ยงมู่, จุ้ยจง คุยสุ่น ฉ่านจ้ง.
ผมเตือนเขาถึงความเสี่ยงหลายครั้งแล้ว แต่เขายังคงยืนกรานที่จะซื้อโครงการที่ขาดทุนและสุดท้ายก็ต้องประสบกับการขาดทุนอย่างหนัก
