จุฬาฯ-กลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคง เสริมศักยภาพบุคลากร-กำลังพลไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

3.11.25 | 17:35 น.

จุฬาฯ-กลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคง เสริมศักยภาพบุคลากร-กำลังพลไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่กองบัญชาการกองทัพไทย(บก.ทท.) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นสักขีพยานและกล่าวแถลงถึงความร่วมมือในการส่งเสริมพัฒนาการศึกษาของบุคลากรและกำลังพลกระทรวงกลาโหม เพื่อยกระดับการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมด้านความมั่นคง พร้อมเสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลผ่านหลักสูตร ฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศ พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหม

โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ พร้อมด้วย รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ  พลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร กองบญัชาการกองทัพไทย พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒนา เสนาธิการทหารบก กองทัพบก พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กองทัพเรือ และ พลอากาศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ กองทัพอากาศ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจฯในฐานะพยาน และมี พลเอก อัฐพงศ์ พิชญาภรณ์ เจ้ากรมเสมียนตรา และพลเอก สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ

Advertisement

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า จุฬาฯ มีความภาคภูมิใจที่ได้ ลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการร่วมกับกระทรวงกลาโหม เพื่อพัฒนาการศึกษา การวิจัย และเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรด้านความมั่นคงของประเทศ ความร่วมมือนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ ในการเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกที่สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน จุฬาฯจะมุ่งพัฒนาหลักสูตรและระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้บุคลากรของกระทรวงฯ เข้าถึงองค์ความรู้ที่ทันสมัยและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นต้นแบบของการบูรณาการมหาวิทยาลัย–รัฐ–สังคม เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ และจุฬาฯมุ่งมั่นที่จะร่วมกันสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งแก่หน่วยงานรัฐ พร้อมรับทุกความท้าทายของศตวรรษที่ 21

“ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ของไทย ในการร่วมพัฒนาการศึกษา โดยหลักสูตรที่ทางจุฬาฯเสนอไปจะครอบคลุมทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ตั้งแต่ทหารเกณฑ์ พลทหาร จนถึงระดับผู้บริหาร ดังนั้น ทหารเกณฑ์กว่า 90,00 คน จะได้ใช้เวลา 2 ปี ในการเรียนรู้ ในสิ่งที่ตนอยากเรียน ได้วิชาความรู้กลับไปพร้อมกับการมีระเบียนวินัย สามารถกลับไปประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ให้ตนเองต่อไป ซึ่งการเรียนในหลักศตรต่างๆนั้น หากเรียนจบจะได้รับ ประกาศนียบัตรหรือใบรับรอง กลับไปด้วย”ศ.ดร.วิเลิศ กล่าว

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ความร่วมมือกับจุฬาฯครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาชั้นนำเพื่อพัฒนาวิชาการการศึกษา การวิจัย และสนับสนุนการรักษาความสงบและการป้องกันประเทศอย่างยั่งยืน

“ผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือจะสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อกระทรวง หน่วยงาน และประเทศชาติทำให้มาตรฐานการศึกษาทางทหารของไทยก้าวสู่ระดับสากล พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรทางวิชาการร่วมกันอีกทั้งยังมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรสำหรับทหารกองประจำการเพื่อเสริมทักษะและโอกาสหลังปลดประจำการ สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ”พลเอก ณัฐพล กล่าว

ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ และกระทรวงกลาโหม จะร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลทุกระดับของกระทรวงฯ ให้เท่าทันโลกดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์ม Chula MOOC ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัลนวัตกรรมและอาชีพยุคใหม่ อุตสาหกรรมเฉพาะทาง และสุขภาพ โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริงในภารกิจของกองทัพและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมบูรณาการองค์ความรู้และการวิจัยเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับกำลังพลของชาติ ความร่วมมือครั้งนี้ เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกระทรวงกลาโหม ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในทุกมิติ ทั้งสองหน่วยงานจึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับทักษะและสมรรถนะของบุคลากรและกำลังพลผ่านการจัดหลักสูตรฝึกอบรม และการวิจัยร่วม เพื่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบูรณาการทั้งในเชิงวิชาการและการปฏิบัติจริง

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนากองทัพและประเทศชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน