นักวิชาการ เปิด 6 ประเด็น วิเคราะห์ทำไมการศึกษาไทยไม่เปลี่ยนแปลง-ปฏิรูป จี้พรรคการเมือง ชูนโยบายให้ชัด เสนอตัวคนมานั่งเก้าอี้ รมว.ศธ.-อว.
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า มองว่าปัจจุบันสัญญาณนโยบายการศึกษาดีๆ จากพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่ปรากฏ ขณะนี้ใกล้เลือกตั้งแล้ว เหลือเวลา 2 เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งแต่ละพรรคการเมือง มุ่ง 3 เรื่องใหญ่ คือ กระแสทุนเทา, สแกมเมอร์ และ กระแสชาตินิยม แต่ยังไม่เห็นพรรคการเมืองไหน ชูประเด็นการศึกษาขึ้นมา โดยพบว่าพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคไทยก้าวใหม่ ที่ดูเอาจริงเอาจริง ที่เสนอนโยบายด้านการศึกษาขึ้นมาในเวลานี้
นาจสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะ 30 ปีที่ผ่านมา การศึกษาล้าหลัง ติดหล่ม อยู่กับที่ และแพ้เกือบทุกชาติในโลก จนกลายเป็นความเคยชินของเรา ว่า การศึกษาเป็นตัวถ่วง ตนสรุปบทเรียนสำคัญ ว่าทำไมการศึกษาบ้านเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปเลย ซึ่งมี 6 ประเด็นดังนี้
1.เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรววการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย แบะนวัตกรรม (อว.) เป็นสาเหตุหลักและเป็นสาเหตุใหญ่ เพราะเรามีรัฐมนตรีด้านการศึกษากว่า 20 คน แต่ละคนมีระยะเวลาดำรงตำแหน่งประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งจะเห็นนโยบายการศึกษาของประเทศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นไม้หลักปักขี้เลน ไม่เป็นโล้เป็นพาย เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่น่าปลื้ม
2.ผู้มาเป็นรัฐมนตรีด้านการศึกษา นโยบานส่วนใหญ่ เป็นการหานโยบายรายวัน และแก้ปัญหาตามกระแส เช่น หนี้สินครู แก้ปัญหาเด็กถูกทิ้ง เด็กถูกกล้อนผม เป็นต้น
3.ข้าราชการประจำ โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง ในส่วนกลาง จะทำตามนโยบายการเมืองที่ชั่วครั้ง ชั่วคราว วูบวาบ อีกทั้งยังทำตามกรอบ ติดระเบียบ ติดกฎเกณฑ์ กฎกระทรวง แม้สังคมภายนอกจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างไร ข้าราชการก็ยึดระเบียบ กฎกระทรวง และรัฐมนตรีเป็นสำคัญ
4.พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ , หลักสูตรใหม่ เกิดการล้มเลิกซ้ำซาก ในปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับใหม่ ยังไม่ได้รับการพูดถึง ซึ่งจะมีกลุ่ม องค์กร ที่คำนึงแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์จะออกมาต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งคณะกรรมการบอร์ดชุดใหญ่ๆ ก็จะมีแต่ข้าราชการเกษียณจึงไม่เห็นความถึงสำคัญ เพราะมองว่ากฎหมายฉบับเดิม หลักสูตรเดิมดีอยู่แล้ว เป็นต้น
5.พบง่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยด้านการศึกษาที่สามารถเป็นตัวขับเคลื่อน สามารถเป็นตัวเปลี่ยนแปลงการศึกษา ไม่มีปรากฏเลย โดยงบวิจัยด้านการศึกษาระดับประเทศ ได้รับงบต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับงบเศรษฐกิจการเมือง และงบความมั่นคง เราจะไม่มีงานวิจัยที่วิเคราะห์ และแสดงให้เห็นถึงผลเลวร้ายที่สุดของประเทศเท่าที่ควร ส่วนใหญ่วิจัยต่างๆ จะมาจากต่างประเทศ เช่น OECD ,ยูเนสโก และยูนิเซฟ เป็นต้น
6.งบประมาณ ทรัพยากรเหลื่อมล้ำ ไม่มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง ซึ่งระบบงบประมาณจะไปสัมพันธ์ สอดคล้องกับระบบข้าราชการประจำ ที่จะเห็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ การกระจายทรัพยากรแตกต่างกัน โรงเรียนนานาชาติก็เติบโต เปิดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนขนาดเล็กก็ทยอยปิด
“6 ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันเราเห็นปัญหาเหล่านี้ กลายเป็นปัญหาที่เราหมดหวัง เพราะเราพูดมายาวนาน และเห็นปัญหากันทุกคน แต่ไม่มีใคร หรือพรรคการเมืองใด ที่กล้าเสนอปฏิรูปเปลี่ยนแปลง นำเสนอนโยบายดีๆ หรือเสนอผู้จะมาเป็นรัฐมนตรีที่กล้ารับผิดชอบ และกล้าเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่จะมาโควต้าเอาใครก็ได้ที่มาเป็นรัฐมนตรี ท้ายสุดก็จะเห็นนโยบาย การทำงานที่วูบวาบ ไปตามกระแส ทำงานหมดไปเป็นวันๆ มองว่าพรรคการเมืองใหญ่ที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต้องกล้านำเสนอ เรื่องต่างๆ เช่น หลักสูตรฐานสมรรถนะ , พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับใหม่ , ระบบผลิตครูระบบปิด , การใช้ทรัพยากร และตอนนี้ต้องกล้าประกาศแล้วว่า เลือกตั้งครั้งหน้าจะเสนอใครเป็นรัฐมนตรีศธ. และรัฐมนตรี อว.“ นายสมพงษ์ กล่าว

