‘นักวิชาการ’ ค้านเพิ่มสัดส่วนประวัติศาสตร์สอบม.1/4 ชี้ไม่เกิดประโยชน์-ห่วงโรงเรียนเน้นท่องจำ
นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมาและนักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สั่งให้โรงเรียนในสังกัดปรับข้อสอบ คัดเลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1และ4 โดย เพิ่มสัดส่วนวิชาประวัติศาสตร์ในกลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษาให้มากขึ้นนั้น ปัจจุบันไม่ใช่ว่า ไม่มีการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ แต่เป็นการสอนแบบบอกเล่าความรู้จากเอกสารหนังสือต่างๆ ดังนั้นเวลานำมาออกข้อสอบจึงกลายเป็นข้อสอบท่องจำ เช่น กรุงเทพฯก่อตั้งในปีใด ใครคือปฐมกษัตริย์ของสุโขทัย เป็นต้น เกิดการลดทอนคุณค่า ในวิชานี้ เพราะไม่ได้เรียนรู้ผ่านการคิดวิเคราะห์ ซึ่งสามารถใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ มาปรับและเรียนแบบวิทยาศาสตร์ได้ ดังนั้นจึงค่อนข้างเป็นห่วง โดยเฉพาะการเพิ่มเนื้อหาข้อสอบคัดเลือกนักเรียนม.1และม.4 จะเป็นข้อสอบลักษณะท่องจำเหมือนเดิม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
นายอดิศร กล่าวต่อว่า ขณะที่ปัจจุบัน โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น โรงเรียนทั่วๆ ไปอาจจัดสอบเพื่อเป็นพิธีหรือไม่มีการสอบเลยเพราะจำนวนเด็กน้อยลง ฉะนั้นการจะมาคาดหวังให้เด็กตั้งใจเรียนวิชาประวัติศาสตร์ผ่านการสอบแบบนี้ก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์มากเท่าที่ควร
“การส่งเสริมประวัติศาสตร์ควรจะปรับเวิธีการสอน ซึ่งตามที่นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ได้ออกมาพูดถึงแนวทาง มุ่งเน้นให้แต่ละโรงเรียนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากบริบทและท้องถิ่นข ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้มีความผูกพันธ์ มีความหมาย แต่อย่างไรก็ตามก็จะต้องให้เรียนแบบคิดวิเคราะห์และเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ลักษณะท่องจำไม่เช่นนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์ โดยต้องเริ่มจากการสร้างครูที่สามารถสอนให้เด็กเกิดการคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และตีความหลักฐานต่างๆได้”นายอดิศร กล่าว
นายอดิศร กล่าวต่อว่า ตนอยากให้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มองเห็นปัญหาและมุ่งเน้น พัฒนาครูให้สามารถสอนประวัติศาสตร์แนวใหม่ได้ ทั้งนี้หากจะมีการนำเรื่องนี้ต่อยอดไปสู่ระดับอุดมศึกษาโดยการใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย อาจจะไม่ตอบโจทย์เช่นกัน เพราะมหาวิทยาลัยในปัจจุบันก็เหมือนโรงเรียนที่ประสบปัญหาเด็กน้อย จึงทำให้หลายแห่งเน้นการรับสมัครในรอบที่2 หรือ รอบโควต้าเป็นส่วนใหญ่
“หากต้องการส่งเสริมในระดับอุดมศึกษาจริงๆต้องนำการเรียนการสอนประวัติศาสตร์แบบใหม่บรรจุเข้าไปในวิชาศึกษาทั่วไป หรือ GenEd เพราะแต่ละสาขาวิชาก็จะมีวิชาหลักที่ต้องเรียนอยู่แล้ว โดยวิชาศึกษาทั่วไปจะเน้นในการพัฒนาคน ทั้งทัศนคติ สมรรถนะ คุณลักษณะต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เป็นประวัติศาสตร์อย่างเดียวแต่สามารถประยุกต์ให้เรียนผ่านกลไกต่างๆที่มหาวิทยาลัยมีได้อย่างหลากหลาย ดังนั้นการส่งเสริมเรื่องนี้ต้องปฏิรูปทั้งระดับมัธยมและอุดมศึกษามากกว่าจะนำมาเป็นเกณฑ์ในการสอบเข้าระดับชั้นต่างๆ”นายอดิศร กล่าว

