ศธ. ส่ง คาราวานช่วยน้ำท่วมใต้ ลงพื้นที่ 5 จังหวัด เร่งฟื้นฟูโรงเรียนเสียหายกว่า 800 แห่ง
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้รับมอบหมายจาก นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “คาราวานช่วยเหลืออุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ประจำปี พ.ศ. 2568” โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกศธ. นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการสำนัก ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ข้าราชการ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วม
นายพิเชฐ กล่าวว่า อุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อหลายจังหวัดในภาคใต้ โรงเรียนจำนวนมากได้รับความเสียหาย นักเรียนหลายหมื่นคน ครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกจำนวนมากประสบปัญหาและความยากลำบาก กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือ ทั้งด้านสวัสดิการ การจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค และการฟื้นฟูสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง และจากความห่วงใยที่มีต่อพี่น้องชาวใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้จัดกิจกรรม “คาราวานช่วยเหลืออุทกภัย พื้นที่ภาคใต้ ประจำปี พ.ศ. 2568” ในครั้งนี้ขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งมอบความช่วยเหลือให้แก่สถานศึกษา นักเรียน ครู และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งหวังให้ความช่วยเหลือที่นำมามอบในครั้งนี้เป็นกำลังใจและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในเบื้องต้น โอกาสนี้ ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทั้งภาครัฐ-เอกชน ที่ร่วมกันบริจาคเงินสมทบ และส่งสิ่งของอุปโภคบริโภคช่วยผู้ประสบภัย รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ทุ่มเทในการช่วยเหลือ ดูแล และฟื้นฟูสถานศึกษาอย่างเต็มความสามารถ
.
“ถึงแม้ขณะนี้น้ำเริ่มลด แต่ความเสียหายยังมาก โรงเรียนหลายแห่งกำลังเร่งฟื้นฟู ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนที่สะดวก ต่างช่วยทำความสะอาด โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมชลประทานและหน่วยงานต่าง ๆ ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงช่วยเคลียร์พื้นที่ โรงเรียนส่วนใหญ่เตรียมกลับมาเปิดเรียนวันจันทร์ แต่ความพร้อมอาจไม่ครบ 100% เนื่องจากอุปกรณ์และหนังสือจำนวนมากเสียหาย ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. มีความห่วงใยและให้ทุกโรงเรียนประมาณการความเสียหาย ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีมูลค่าความเสียหายเกือบ 1,000 ล้านบาท หลายแห่งอาคารบางส่วน เพดาน และระบบไฟฟ้าเสียหายหนัก สพฐ. จะใช้เงินที่มีอยู่และของบกลางเข้าช่วยฟื้นฟู รวมถึงประสานวิศวกรตรวจสอบเพื่อเสนอของบฉุกเฉินเพิ่มเติม นอกจากนี้ จะเตรียมนำบทเรียนครั้งนี้พัฒนาหลักสูตรและระบบรับมือภัยพิบัติ โดยใช้ความร่วมมือจากญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ด้านนี้มายาวนาน เพื่อความปลอดภัยอย่างเข้มข้นต่อไป” นายพิเชฐ กล่าว
นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า สัปดาห์หน้าโรงเรียนในพื้นที่ภาคใต้จะทยอยเปิดการเรียนการสอนแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งเราพบว่า อุปกรณ์การเรียนของนักเรียนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เช่น กระเป๋านักเรียน สมุดหนังสือเรียน ชุดนักเรียน เป็นต้น ซึ่งสพฐ.ได้รับความร่วมมือจากรองค์การค้าของสกสค. จัดเตรียมทุนทรัพย์ หนังสือเรียน ชุดนักเรียน ชุดลูกเสือ อุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียนเสื้อผ้าของผู้ใหญ่และเด็ก อุปกรณ์ทำความสะอาดและเครื่องอุปโภคบริโภคกว่า 34,000 ชิ้น เพื่อนำส่งมอบให้ครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ด้วย อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ดังนั้นสพฐ.จะถอดบทเรียนจากภัยพิบัติ โดยบูรณาการองค์ความรู้ในวิชาเรียนให้แก่นักเรียน เพื่อให้เด็กได้ตระหนักและมีทักษะการเอาตัวรอด รวมถึงรู้วิธีรับมือกับวิกฤตภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือแม้กระทั่งภูเขาไฟระเบิด

สำหรับสถานการณ์สถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ ปี 2568 และการดำเนินงานเฝ้าระวังช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุ จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2568 พบว่า มีโรงเรียนได้รับผลกระทบ 822 แห่ง ใน 10 จังหวัด รวม 28 เขตพื้นที่การศึกษา มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 100,591 คน ประกอบด้วย นักเรียน 92,225 คน ครูและบุคลากรฯ 8,366 คน และมีศูนย์พักพิง ในสถานศึกษา 2 แห่ง อยู่ในจังหวัดสงขลาและพัทลุง มีผู้ประสบภัยพักอาศัยรวมทั้งสิ้น 232 คน
ทั้งนี้ สพฐ. ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานผู้ประสบอุบัติภัย สพฐ. เพื่อรับบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยน้ำท่วมภาคใต้ และจัดตั้งศูนย์ประสานงานส่วนกลาง สพฐ. ณ โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ จังหวัดสงขลา เพื่อดำเนินการเยียวยาระยะสั้นให้แก่นักเรียนและครูที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภาคใต้ รวมเป็นเงินจำนวน 3,155,120 บาท ขณะที่คาราวานน้ำใจครั้งนี้จะลงไปยัง 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยและสถานศึกษาต่างๆ ในพื้นที่ต่อไป และ สพฐ. จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือสถานศึกษา นักเรียน และบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการดูแลความปลอดภัย การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมสถานศึกษา และการเยียวยาด้านสภาพจิตใจ เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจการทางการศึกษาได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด




