จี้’อว.’ปฏิรูประบบจัดสรรงบวิจัย ห่วงหมื่นล้านสูญเปล่า ฉุดพัฒนาประเทศ
นายสมพงศ์ จิตระดับ นักวิชาการทางการศึกษา เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันมหาวิทยาลัยของประเทศไทยได้รับการจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยเป็นจำนวนมากซึ่งงบประมาณดังกล่าวมาจากงบประมาณการวิจัยและพัฒนาของประเทศที่มีวงเงินสูง สิ่งที่น่ากังวลและเป็นประเด็นสำคัญ คือ งบประมาณในส่วนนี้แทบไม่มีใครให้ความสนใจหรือเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจัง ขณะที่การจัดสรรงบวิจัยในปัจจุบัน มักเป็นการกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เกิดปัญหาเรื่องความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากงบวิจัย
นายสมพงศ์กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากระบบดังกล่าวก็มักจะไม่ออกมาพูดหรือสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนผู้ที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณหรือได้รับในสัดส่วนที่น้อย ก็ไม่มีพลังเสียงมากพอที่จะออกมาเรียกร้อง ทำให้ปัญหาดังกล่าว ไม่มีการแก้ไข ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ต้องดำเนินอย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้งบประมาณวิจัยนำไปสู่การพัฒนาในระดับพื้นที่ของแต่ละมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง หากยังไม่มีการปฏิรูประบบการใช้งบประมาณวิจัย จะส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในระบบอุดมศึกษายังคงดำรงอยู่และขยายตัวมากขึ้น
นายสมพงศ์กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณางานวิจัยในปัจจุบัน จะเห็นว่างานวิจัยจำนวนมากไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้จริง แต่กลับให้ประโยชน์ในระดับปัจเจกบุคคลของผู้ทำผลงานเป็นหลัก โดยเฉพาะในแง่ของการนำผลงานไปใช้เพื่อประกอบการขอตำแหน่งทางวิชาการ มากกว่าการทำงานวิจัยเพื่อประโยชน์ของประเทศ ถือเป็นจุดบอดของวงการอุดมศึกษา และควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า เหตุใดประเทศไทยซึ่งมีงบประมาณด้านการวิจัยในระดับหมื่นล้านบาท จึงยังไม่สามารถพัฒนาให้มีความก้าวหน้าในด้านการวิจัยและเทคโนโลยีได้เทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ ที่มีงบประมาณในระดับใกล้เคียงกัน
“โดยสรุปแล้วการใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในปัจจุบันนั้น เมื่อพิจารณาจากบทบาท หน้าที่ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง จะเห็นได้ว่าการดำเนินการต่างๆไม่สามารถเชื่อมโยงหรือส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวมได้อย่างเต็มศักยภาพส่งผลให้การใช้มหาวิทยาลัยที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเทศในปัจจุบัน สามารถเกิดผลได้จริงเพียงประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น” นายสมพงศ์กล่าว

