ศธ. เผยผลกระทบสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา กระทบ 7 จังหวัด ปิดโรงเรียนชั่วคราว กว่า 1,060 แห่ง นักเรียนเกือบ 24,000 คนต้องอพยพ ย้ำ “การเรียนรู้ต้องไม่หยุด” ระดมทุกภาคส่วนดูแลเด็กอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสม
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 ธันวาคม ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก นายพิทักษ์ โสตถยาคม ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ รวม 7 จังหวัด ครอบคลุม 16 เขตพื้นที่การศึกษา มีโรงเรียนจำเป็นต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวจำนวน 1,060 โรงเรียน และมีนักเรียนที่ได้รับผลกระทบต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิง จำนวน 23,797 คน กระจายอยู่ใน 353 ศูนย์พักพิง
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้เพิกเฉยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และได้เร่งดำเนินการใน 4 ประเด็นสำคัญ ทันทีที่เกิดเหตุการณ์สพฐ. และหน่วยงานทางการศึกษาได้ระดมความช่วยเหลือ ทั้งเงินบริจาคและสิ่งของจากครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดเป็นขบวนคาราวานสพฐ. กระจายไปยัง 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว และตาก โดยในขณะนั้นจังหวัดจันทบุรียังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง

นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมสื่อการเรียนรู้ วัสดุอุปกรณ์ และสื่อการศึกษา เพื่อนำไปกระจายยังศูนย์พักพิงและโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฉบับการ์ตูน จัดส่งหนังสือนิทานจำนวนมากเป็นชุดการเรียนรู้ เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา และศึกษานิเทศก์ในพื้นที่ ลงไปสนับสนุนโรงเรียนและครู เพื่อช่วยดูแลเด็กในศูนย์พักพิงและโรงเรียนโดยรอบ ให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง และเหมาะสมกับสถานการณ์ อีกทั้ง ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อพิจารณามาตรการผ่อนปรน ปรับ หรือเลื่อนกำหนดการสอบของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
สำหรับ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สพฐ. ได้ดำเนินการอย่างน้อย 3 รูปแบบหลัก คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภายในศูนย์พักพิง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมค่ายการเรียนรู้ เพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้ การจัดให้นักเรียนจากศูนย์พักพิงเข้าเรียนร่วมกับโรงเรียนที่อยู่โดยรอบศูนย์พักพิง และจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์
ทั้งนี้ นายพิทักษ์ กล่าวว่า การเรียนรู้ของเด็กจะต้องไม่หยุด ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกหน่วยงานจะร่วมมือและผนึกกำลังกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพ และได้มาตรฐานสูงสุดเท่าที่จะสามารถดำเนินการได้

