‘ไอเอ็มดี’ เผยผลจัดอันดับไทยร่วงกราวรูด การศึกษา-สาธารณสุข รั้งท้ายคะแนนต่ำต่อเนื่อง ปชช.รู้หนังสือน้อย พัฒนายาก เอกชนขาดความเชื่อมั่น จี้รัฐพัฒนาการศึกษา ปรับปรุงข้อมูลทันสมัย
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดงาน “Executive Forum for Fostering Excellence in Education” (การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ) ในรูปแบบการประชุมโต๊ะกลม เพื่อร่วมอภิปราย ระดมความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา พร้อมข้อเสนอแนะแนวทางการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาที่ตอบสนองตามความต้องการของภาคเอกชน โดยมีนายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษาสกศ. ตัวแทนจากทั้งภาคเอกชน และ หน่วยงานการศึกษา เข้าร่วม
โดยนายวีระพงษ์ กล่าวว่า จากรายงานผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของ IMD ปี 2568 ภาพรวมของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ลดลง 5 อันดับจากปีก่อน โดย IMD ได้สะท้อน 5 ช่องว่างหลักของระบบการศึกษาไทย คือ 1. การศึกษากับตลาดแรงงานไม่ตรงกัน 2. นโยบายไม่ต่อเนื่อง – สมรรถนะรัฐไม่พอ 3. ข้อมูลการศึกษาไม่พร้อมแข่งขันโลก 4. ทักษะวัยแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอ่อน 5. ระบบนวัตกรรม งานวิจัยยังไม่หนุนการศึกษา ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับมาจาก IMD ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาของประเทศไทยในหลายๆด้านและการศึกษาก็เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ในตัวชี้วัดนี้ภาพรวมของไทยไม่ได้เป็นอันดับสุดท้าย แต่อยู่ในอันดับที่ 30 หรือรองลำดับสุดท้าย โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขกับการศึกษา ในตัวชี้วัดของโครงสร้างพื้นฐานก็ยังถือว่ามีคะแนนที่น้อย หรือก็คือ ในระยะยาวประเทศไทยอาจจะพัฒนาด้านนี้ได้ไม่ดีมากพอ อย่างไรก็ตามมีข้อมูลที่น่าสนใจคือตลอดสามปีที่ผ่านมาอันดับ ภาพรวมด้านการศึกษาของประเทศไทยมีระดับต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
“จากข้อมูลจะพบว่าอัตราส่วนนักเรียนต่อครูในระดับประถมศึกษาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ในระดับมัธยมศึกษายังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ชี้ให้เห็นว่าจะต้องมุ่งเน้นในการพัฒนาระดับมัธยม อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือประเทศไทยมีประชาชนที่ไม่รู้หนังสือมากกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้ยาก จึงต้องมุ่งเน้นพัฒนาการศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ”นายวีระพงษ์ กล่าว
นายวีระพงษ์ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลทั้งหมดสิ่งที่ประเทศไทยต้องพัฒนาคือ ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการปรับปรุงข้อมูลทางการศึกษาให้ถูกต้องและทันสมัยในระบบฐานข้อมูลทางการศึกษาในระดับนานาชาติ ฐานข้อมูลสำคัญที่ IMD ให้เป็นข้อมูลหลักในการจัดอันดับทางการศึกษาประกอบด้วย ฐานข้อมูล UIS ขององค์การยูเนสโก้ และฐานข้อมูล INES ขององค์การ OECD โดยฐานข้อมูล UIS ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการจัดเก็บ ข้อมูลให้มีความครบถ้วนและทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้ข้อมูลสถิติทางการศึกษาของประเทศไทยดีขึ้น ขณะที่ฐานข้อมูล INES นั้น ระหว่างการจัดเก็บข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลดังกล่าวอยู่ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ฐานข้อมูลดังกล่าวมีความครบถ้วนทันสมัย
“ภาคเอกชนยังไม่ยอมรับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย แม้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาจะมีความร่วมมือและโครงการพัฒนาการศึกษากับภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก แต่มุมมองของภาคเอกชนที่มีต่อระบบการศึกษาไทยกยังไม่ดีขึ้น สะท้อนให้เห็นจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนที่มีต่อระบบการศึกษาไทยที่ทุกตัวชี้วัดมีค่าคะแนนที่ลดลงในทุกตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องมาแล้วเป็นเวลา 2ปี ดังนั้น การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาการศึกษาจึงต้องเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับร่วมให้ความเห็นและร่วมดำเนินการมาสู่การร่วมกำหนดนโยบายและร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษา”นายวีระพงษ์ กล่าว
นายวีระพงษ์ กล่าวต่อว่า หลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยจะไม่สามารถทำให้ผลการจัดอันดับด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อพิจารณาเจาะลึกในรายละเอียดแต่ละตัวชี้วัด จะพบว่าตัวชี้วัดส่วนใหญ่ที่เป็นตัวชี้วัดสถิติทางการศึกษา มีแนวโน้มที่ดีขึ้นมีค่าที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกตัวชี้วัด สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการทางการศึกษา แต่ความเร็วของพัฒนาการดังกล่าว ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันทางการศึกษาแซงหน้าประเทศอื่น ๆ ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาจะต้องดำเนินการให้มีความเข้มข้นขึ้น มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น
“อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาผลคะแนนรวมด้านการศึกษาของประเทศไทย จะมีคะแนนรวมอยู่ที่ 37.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 ทั้งนี้ เมื่อ พิจารณาผลคะแนนในปี 2025 จะพบว่า ประเทศที่มีอันดับต่ำกว่าประเทศไทย อาทิ นามิเบีย (36.5 คะแนน อันดับ 56) มองโกเลีย (35.7 คะแนน อันดับ 57) เปรู (33.5 คะแนน อันดับ 58) มีคะแนนตามหลังประเทศไทยอยู่เพียงเล็กน้อยประมาณ 1 – 4 คะแนนหากประเทศไทยไม่เร่งพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ มีโอกาสสูงเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศเหล่านั้น จะมีอันดับที่ดีกว่าประเทศไทยในปีถัดไป หากพิจารณาประเทศที่มีอันดับดีกว่าประเทศไทย อาทิ ตุรกี (39.2 คะแนน อันดับ 54) บอสวานา (39.3 คะแนน อันดับ 53) จอร์แดน (40.9 คะแนน อันดับ 52) ชิลี (41.6 คะแนน อันดับ 51) และบัลแกเลีย (41.9 คะแนน อันดับ 50) ก็มีคะแนนรวมมากกว่าประเทศไทยเพียง 1 – 4 คะแนนเช่นเดียวกัน จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะมีอันดับที่ดีกว่าประเทศเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแนวทางในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นระบบ”นายวีระพงษ์ กล่าว
นายวีระพงษ์ กล่าวต่อว่า การวิเคราะห์และหาแนวทางในการพัฒนาตัวชี้วัดที่อยู่ในฐานข้อมูลทางการศึกษาในระดับนานาชาติที่ IMD ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งบันทางการศึกษา โดยสกศ.ได้ประชุมหารือกับองค์การ UNESCO ประเทศไทย ในการทบทวนตัวเลขสถิติทางการศึกษาที่เกี่ยวกับกับตัวชี้วัดของ IMD เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยในปีที่ผ่านมาได้เริ่มต้นการปรับปรุงตัวชี้วัดอัตราการไม่รู้หนังสือนำร่องเป็น ตัวชี้วัดแรก
“นอกจากนี้ตัวชี้วัดดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาฐานข้อมูลทางการศึกษาอีกฐานข้อมูลหนึ่ง คือ ฐานข้อมูล INES ของ OECD ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฐานข้อมูลสำคัญที่ IMD ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่ใช้ในการจัดอันดับด้วยเช่นเดียวกัน การพัฒนาฐานข้อมูลทางการศึกษาให้มีความครบถ้วนและหลากหลาย จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยมีตัวเลือกที่มากขึ้นในการพัฒนาข้อมูลสถิติทางการศึกษา และใช้อ้างอิงในการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ ในระดับนานาชาติ”นายวีระพงษ์ กล่าว

นายวีระพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้สกศ. ได้จัดส่ง ข้อมูลสถิติตัวชีวัดด้านการศึกษาสำหรับการจัดอันดับของสถาบัน IMD ประจำปี 2568 ให้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำไปใช้ประกอบการคำนวณการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งบันของประเทศไทย ประจำปี 2568 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน 2568 จัดทำสรุปผลการจัดอันดับของสถาบัน IMD ประจำปี 2568 เสนอเลขาธิการสภาการศึกษา และนำเสนอในการประชุมประสานภารกิจครั้งที่ 20/2568 เมื่อวันพุธที่ 18 มิถุนายน 2568 และการประชุมผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 รวมทั้งได้เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย 2568 และการเสวนาในหัวข้อโอกาส ความหวัง และอนาคตของประเทศไทย จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)
นายกิตติ สุขุตมตันติ ตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมถือเป็นลูกค้าของผลผลิตจากการศึกษาที่ภาครัฐได้ทำการผลิตบุคลากรขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันตนมองว่าบุคลากรที่ผลิตขึ้นมายังขาดทักษะที่ต้องใช้ในชีวิตอยู่หลายเรื่อง เช่น การเงิน จริยธรรม การขับรถ เป็นต้น หลักสูตรที่ใช้เรียนอยู่ในปัจจุบันไม่ได้ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้นหน่วยงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อฃควรจะเพิ่มหลักสูตรที่ทำให้เด็กมีทักษะในการทำงานติดตัวมาตั้งแต่ตอนเรียนไม่ใช่มาเรียนรู้ในตอนที่ทำงานและทักษะที่เรียนมาแทบไม่มีประโยชน์ในการทำงาน
“อีกเรื่องที่สำคัญคือภาคอุตสาหกรรมมีการนำข้อมูลของตำแหน่งงานที่ต้องการส่งให้กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระทรวงแรงงานควรจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปส่งต่อให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อให้หน่วยงานการศึกษานำข้อมูลเหล่านี้ส่งต่อให้เด็ก ซึ่งจะทำให้เด็กกำหนดอนาคตของตนเองได้ดีขึ้นและเห็นว่าถ้าเรียนจบด้านไหนจะมีงานทำ ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมในเรื่องของการได้รับบุคลากรที่ตอบโจทย์ด้วยเช่นกัน”นายกิตติ กล่าว




