ส่องนโยบายการศึกษาเลือกตั้ง 69 นักวิชาการ ชี้ ปรากฏการณ์ใหม่ ล้มระบบโควตา เรียกร้องครู-ผู้ปกครอง ตัดสินใจรอบคอบ เพื่อลูกหลาน และอนาคตประเทศ
เมื่อวันที่ 13 มกราคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้การหาเสียงจัดตั้งรัฐบาลเดินมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว ทั้งนี้ตนเห็นยุทธศาสตร์ วิธีการ และการเปิดตัวนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง โดยการหาเสียงครั้งนี้จะมี 3 ประเด็นใหญ่ คือ 1.ต่อต้านทุนเทา 2.ต่อต้านสแกมเมอร์ และ 3.สงครามชายแดน ทั้งนี้จะเห็นว่า “นโยบายเกี่ยวกับเด็ก ด้านการศึกษาและด้านสังคม” ของแต่ละพรรคการเมืองทำดีขึ้น เมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง ปี2566 ที่ผ่านมา มีการลงรายละเอียด มีความชัดเจน แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองให้ความสนใจเรื่องเด็กและเยาวชนเทียบเท่ากับนโยบายหลักที่ใช้หาเสียง
นายสมพงษ์ กล่าวว่า มองว่าเลือกตั้งปี 2569 แต่ละพรรคเตรียมการมาดี โดยเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับเด็กและการศึกษา มีนโยบาย 3-7 ข้อ และมีการลงรายละเอียด โดยแบ่ง 4 ข้อ ดังนี้ 1.นโยบายที่พรรคการเมืองมีร่วมกันคือ การให้สวัสดิการเด็กแรกเกิด, การเรียนฟรี 15 ปี, อาหารเช้า อาหารกลางวัน และนม, ลดภาระงานครู ,ลดเอกสาร ,คืนเวลาครู ,การจัดตั้งแพลตฟอร์ม และสวัสดิการครู แต่พบว่า มีเพียง 1-2 พรรคการเมืองเท่านั้น ที่ระบุถึง ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่
2.นโยบายที่พอจะมีอยู่แต่ยังไม่ชัดเจน ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ เช่น สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย, นโยบายชายแดนที่เกี่ยวกับเด็ก และนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาที่หายไป
3.การสร้างคนที่มีคุณภาพ ชัดเจนขึ้น จะเห็นเรื่องการสร้างความเท่าเทียม
4.ตลาดแรงงาน ยังไม่ถูกพูดถึงเป็นนโยบาย พบมีการพูดถึง หลักสูตรอาชีวะใหม่ ส่วนอุดมศึกษา กลับแทบไม่มีหรือถูกพูดถึงน้อยมาก กลายเป็นว่าอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยกลับหายไปจากนโยบายพรรคการเมือง ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกมาก
นายสมพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า อีกหนึ่งข้อดีที่เห็นจากการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ เราได้คนรุ่นใหม่, นักบริหารมืออาชีพ และกลุ่มผู้หญิง เข้ามาในการเลือกตั้งปี 2569 มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เรื่องของเด็ก เยาวชน และการศึกษาได้รับการเอาใจใส่ ซึ่งการสร้างเด็กให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพทั้งร่างกายและจิตใจดีกว่าการซ่อมผู้ใหญ่ที่มีปัญหาและข้อจำกัดมากมาย ดังนั้นการออกนโยบายต่างๆต้องมีการคิดให้ดี สำหรับพรรคการเมืองที่มีนโยบายการศึกษา มีดังนี้
- พรรคเพื่อไทย มีนโยบายเด่น คือ เงินฝากเด็กแรกเกิด 3,000 บาท ต่อคนต่อปี, ทุนโอดอส 1ทุน 1อำเภอ, ปฏิรูปหลักสูตรอาชีวะ นายยศชนัน แคนดิเดตนายกฯของพรรคจะเน้นเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI
- พรรคประชาชน มีนโยบายด้านการศึกษา 19 ข้อ เป็นพรรคเดียวที่ให้ความสำคัญ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ , ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเด็ก การมีส่วนร่วมทางการเมือง, คูปองให้เด็ก เลือกเรียกได้อย่างอิสระ ,คูปองให้ครูเลือกเสริมทักษะของตน, ลดภาระงานครู, จ้างนักจิตวิทยาในโรงเรียน เป็นต้น
- พรรคภูมิใจไทย เห็นนโยบายสานต่อจากที่รัฐบาลเดิมทำไว้ คือ การศึกษาเท่าเทียมพลัส, 1 แพจลฟอร์ม 1 ล้านความรู้ เป็นต้น
- พรรคประชาธิปัตย์ มีจุดเด่นคือ บุฟเฟต์การศึกษา ,เรียนฟรี 15ปี ,เพิ่มค่าอาหารกลางวัน , เรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา
- พรรคกล้าธรรม มีนโยบายยกระดับคุณภาพ, บ้านพักครู, สหกรณ์กลาง เป็นต้น
- พรรคไทยก้าวใหม่ เป็นพรรคที่เสนอตัวด้านการศึกษาแรงที่สุด เสนอเรียนฟรีจนจบปริญญาเอก, ปลดล็อกโรงเรียนให้เป็นอิสระ, เรียกภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2, เน้น AI และโค้ดดิ้ง
- พรรคประชาชาติ ที่มีนโยบาย “การศึกษาต้องมีอนาคต การเรียนต้องไม่มีหนี้” ผลักดันการเรียนฟรีจนจบระดับปริญญาตรี พร้อมกับมีนโยบาย“ล้างหนี้ กยศ.” นั้น มองว่า เป็นนโยบายที่เหมาะสม สอดคล้องกับคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะเรื่อง หนี้กยศ.ที่เป็นปัญหาหลักของ 3-4 จังหวัดชายแดนใต้ ดังนั้น เมื่อใช้การศึกษาเข้าไปจับปัญหา มองทะลุเข้าไป จะช่วยทำให้การศึกษาชายแดนดีขึ้น เพราะขณะนี้ ถือว่าการศึกษาในชายแดนขณะนี้เป็นการศึกษาระดับต่ำสุด หากพรรคประชาชาติทำได้ตามที่เสนอ จะทำให้สถานการณ์การศึกษาในชายแดนใต้ดีขึ้น เพราะการศึกษาจะช่วยเยียวยาเด็กเยาวชน เด็กนอกระบบ เด็กที่คิดต่าง ทำให้การศึกษาชายแดนสงบ แต่ต้องดูนโยบายการศึกษาให้สอดคล้องกับพื้นที่และพหุวัฒนธรรมด้วย
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า จะเห็นว่า ทุกพรรคเสนอนโยบายทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น และที่ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เด่นมาก คือ การแก้ไขปัญหารัฐมนตรีที่มาจากโควตา โดยมีการเสนอนโยบายและเสนอบุคคลทั้งทางตรงและอ้อมว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีเข้ามาดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งพรรคที่ตนเห็นความโดดเด่น คือ พรรคไทยก้าวใหม่ ตนอยากให้ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ มาเป็นรัฐมนตรี, พรรคประชาชน คือ อ.อนุชาติ พวงสำลี , พรรคประชาธิปัตย์ คือ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ , พรรคเพื่อไทย อาจจะเป็น ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม , พรรคภูมิใจ อาจจะเป็น พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ต่างจากอดีตที่จะได้รัฐมนตรีที่มาจากโควตา แล้วมุ่งแก้ปัญหาให้ฐานเสียง คือ แก้หนี้สินครู และวิทยฐานะเท่านั้น
แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนและจุดแข็ง คือ “อุดมศึกษา” โดยจุดแข็ง คือ มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะมี พ.ร.บ. มีสภามหาวิทยาลัยเป็นของตน จุดอ่อน คือ การบริหารงานระหว่างผู้บริหารกับสภามหาวิทยาลัย เป็นลักษณะเกี้ยเซียะกัน ระบบบริหารส่วนหนึ่งกลายเป็นธุรกิจอุดมศึกษา และงบประมาณวิจัยผูกขาด ไม่ได้ถูกใช้ไปกับการพัฒนาประเทศ แต่กลับไม่มีการเสนอนโยบายและคนที่เข้ามาดูแลในส่วนนี้เลย
“การเลือกตั้งครั้งนี้ เราอย่าดูเฉพาะเศรษฐกิจ สงครามอย่างเดียว ขอให้พ่อแม่ ผู้ปกครองดูนโยบายเรื่องเด็ก การศึกษา สวัสดิการ เพราะสิ่งเหล่านี้คือการชี้ชะตาอนาคตของประเทศ ของลูกหลาน และการมีงานทำ อย่าเลือกพรรคที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทา ส่วน ครูและคนในวงการการศึกษา เราเป็นนักสร้างพลเมือง เราไม่คล้อยตาม เราเป็นครูที่ยึดอยู่บนหลักการของความถูกต้อง คุณธรรม จริยธรรม เราไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่ใช้ฐานเสียงครูเพื่อได้อำนาจรัฐแล้วไปโยงกับทุนสีเทา มองว่าครูต้องยืนหยัดอยู่บนหลักการความถูกต้อง ทั้งนี้ต้องแยกแยะ และต้องตัดสินใจ เพื่อนักเรียน ลูกหลาน และการศึกษาของประเทศ ถ้าตัดสินใจโดยคำนึงผลประโยชน์ระยะสั้น หรือเฉพาะกลุ่ม เราอาจจะพบว่าเราตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่” นายสมพงษ์ กล่าว

