ดร.อดิศร ส่องการศึกษาไทย มีพลังแต่ไม่ได้ปลดปล่อย

20.01.26 | 09:43 น.

ดร.อดิศร ส่องการศึกษาไทยมีพลังแต่ไม่ได้ปลดปล่อย

•การศึกษาไทยมีพลังแต่ไม่ได้ปลดปล่อย

วิกฤตการศึกษา ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องช่วยกันหาทางออก แม้ผลวิเคราะห์เชิงลึกสภาวะการศึกษาไทย ปี 2568 ช่วงไตรมาส 3 ผ่านผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือ IMD พบพัฒนาการที่น่าสนใจ อยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 20.6% ดีกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่อันดับการแข่งขันด้านการศึกษากลับรั้งท้าย อยู่อันดับที่ 55 จาก 69 ประเทศ ส่งสัญญาณถึงปัญหา ที่ยังต้องแก้ไขต่อเนื่อง ไม่นับภาวะการเรียนรู้ถดถอย ในยุคที่โลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง

ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มองภาพการศึกษาไว้น่าสนใจ ว่า การศึกษาไทย ยังมีพลังอยู่มาก แต่เป็นพลังที่ไม่ได้ปลดปล่อย เรามีเด็กและเยาวชนที่มีความฉลาดใช้เทคโนโลยีได้คล่อง เรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านช่องทางที่มีความหลากหลาย มีความสนใจที่หลุดจากกรอบวิธีคิดแบบคนรุ่นเก่าไปได้ไกลมาก เรื่องนี้เป็นศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่จริง แต่ยังมีกรอบความคิดและโครงสร้างเก่าห่อหุ้มซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องกฎหมายหรือระเบียบราชการ แต่หมายถึงวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานานทั้งในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สังคมไทย ต้องตั้งคำถามว่าตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้วระบบดังกล่าวยังเหมาะสมอยู่หรือไม่ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเรามีศักยภาพแต่ถูกพักไว้เฉยๆ และไม่ได้ใช้ให้เป็นพลังของประเทศ

วิกฤตภาวะครู เด็กเบิร์นเอาต์ หมดไฟ เหนื่อยล้า

Advertisement

การเรียนรู้ที่ดี จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าคนในระบบมีสุขภาวะทางกายทางใจไม่ดี หรือที่เรียกว่า ภาวะเบิร์นเอาต์ หมดแรง หมดไฟวันนี้เราเห็นภาพของครูที่เหนื่อยล้า เด็กเครียดกับการเรียนผู้บริหารก็ต้องทำงาน จนไม่มีเวลามามองภาพรวมได้ ทำให้คุณภาพการเรียนรู้ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ในสภาวะที่ทุกคนพยายามจะเอาตัวรอดในระบบ

ที่กล่าวมาทั้งหมดอาจจะดูเหมือนสิ้นหวัง แต่ไม่อยากให้หมดหวังกับการศึกษาไทย เพราะมีหลายจุดในสังคมที่กำลังงอกงามขึ้นมาเป็นพลัง เช่น โรงเรียนที่เปิดการทดลองใหม่ๆ ครูที่สร้างการเรียนรู้ที่ปลอดภัยให้เด็กๆ มหาวิทยาลัยที่เข้าไปทำงานให้กับชุมชนมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญเราเห็นเด็กและเยาวชนที่เริ่มนิยามการเรียนรู้ด้วยตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เชื่อว่าถ้าเราเริ่มต้นตั้งคำถามต่อระบบเดิมด้วยความจริงจัง และจริงใจ จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังงอกงามได้อีกหลายเท่า

เปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ทั้งระบบ

ที่ต้องเปลี่ยนคือ วัฒนธรรมการเรียนรู้ของทั้งระบบ เช่น เราอาจจะมองว่าการศึกษาคือการส่งต่อเนื้อหาให้ครบ แต่ไม่ได้มองว่าการเรียนรู้คือการเปิดโลกของเด็ก เราอยู่กับระบบแบบเดิม ที่มีวิธีคิดว่าทำอย่างไรถึงจะผลิตเด็กเก่งและดี ทำให้ไม่มีการตั้งคำถาม ถึงประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การออกนโยบาย กฎหมาย และสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหา สุดท้ายถูกดึงกลับด้วยวิธีคิดแบบเดิมของสังคม เราอยากสอนให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ อยากสอนให้เด็กกล้าตั้งคำถาม มีความคิดเชิงวิพากษ์ แต่ตัวเรายังเชื่อว่า มีคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบที่สุดอยู่ วิธีคิดแบบนี้เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งและไม่สามารถทำให้เกิดการพัฒนาได้

ปฏิรูปการศึกษา ต้องเริ่มจากเปลี่ยนวิธีคิด

เวลามองเรื่องของการปฏิรูป ต้องไม่ใช่การเพิ่มนโยบายการปฏิรูปต้องเปลี่ยนวิธีคิด ต้องไม่วัดความสำเร็จของประเทศจากคนที่เก่งแค่วิชาการ แต่ต้องวัดจากคนที่สามารถเรียนรู้ได้เก่ง ปรับตัวได้เร็ว ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี และเข้าใจมิติความเป็นมนุษย์ของตนเองได้ดี ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือเรื่องของการปลดล็อกโครงสร้างแบบรวมศูนย์ เพื่อจัดการเรียนการสอนให้เข้ากับพื้นที่ ไม่ใช่ถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง ทุกวันนี้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสภาวะเศรษฐกิจ แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ระบบการศึกษาไม่ตอบโจทย์ ดังนั้นต้องหันกลับมาใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาวะของครูและนักเรียนอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าการเรียนรู้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าในโรงเรียนเต็มไปด้วยความเครียด ความกลัว ความกดดัน

เราอยู่ในสภาพสังคมที่เดินหน้าไป 2 ก้าวและถอยหลังกลับมา 10 ก้าวอยู่ตลอดเวลา วิกฤตภาวะเบิร์นเอาต์ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น แต่ในโรงเรียนเองก็มีความซ้อนทับของปัญหาที่ทำให้เรื่องนี้หนักมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังจากครูซึ่งได้รับต่อมาจากผู้บริหารและกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่รวมที่เด็กมีความกดดันมาจากทางผู้ปกครองจนส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการเติบโตโดยตรง

เราจะเห็นว่าปัจจุบันเด็กเจนซีทำงานแล้วก็ลาออกบ่อยครั้ง เด็กเหล่านี้ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนั้น แต่ต้องเข้าใจว่าพวกเขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ทำให้มีสุขภาวะที่เกิดความสั่นคลอนภายในใจ และต้องแสวงหาการยอมรับ เมื่อใดก็ตามที่อยู่ในที่ที่รู้สึกไม่มั่นคง ก็พร้อมที่จะวิ่งออกทันที ดังนั้นหลักการสำคัญที่รัฐบาลควรทำคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนเติบโตอย่างมีความมั่นคง การศึกษาเป็นส่วนหนึ่ง แต่ต้องไม่ยกภาระทั้งหมดไปให้สถาบันการศึกษา เพราะเป็นเรื่องที่ทั้งองคาพยพของสังคมต้องดูแล

คืนอิสระให้โรงเรียน เปลี่ยนกรอบคิดระบบรวมศูนย์

แนวทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ประการแรก คืนอิสระให้กับโรงเรียนอย่างแท้จริง เปลี่ยนกรอบคิดจากระบบรวมศูนย์ หากเปลี่ยนได้ก็จะทำให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ ทรัพยากรต่างๆ ที่มีในชุมชน รวมถึงการจัดเวลาเรียนให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะผู้เรียนบางคนอาจจะไม่สามารถมาเรียนตามเวลาปกติได้จากปัญหาครอบครัว สภาพอากาศที่ไม่พร้อม โรงเรียนต้องสร้างหลักสูตรท้องถิ่นที่ตอบโจทย์พื้นที่และสามารถที่จะทดลองแนวคิดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ขณะที่ส่วนกลางเองก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้สนับสนุนทรัพยากร สร้างมาตรการที่ยืดหยุ่นมากกว่าการกำกับ

ประการที่สอง ลดภาระงานของครูที่ไม่ใช่งานสอน และต้องมีระบบที่สนับสนุนเพื่อให้ครูสามารถคิดและทดลองรูปแบบวิธีการสอนแบบใหม่ๆ ได้ ประการที่สามคือ การสร้างสุขภาวะของครูและเด็กอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาเรื่องนี้ถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องของระบบ ทั้งที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของผู้เรียนโดยตรง การจะดูแลส่วนนี้ต้องมีคนที่มีความรู้ความเข้าใจ มีความเชี่ยวชาญเข้ามาทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาภายในโรงเรียน ประการที่สี่ การลดความเหลื่อมล้ำในทุกๆ มิติไม่ใช่เฉพาะเรื่องของเงิน ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมีความลึกและซับซ้อนมากกว่าตัวเลขและงบประมาณที่สะท้อนออกมา ทั้งด้าน ภาษา วัฒนธรรม สุขภาวะ ทักษะของผู้ปกครอง การเข้าถึงเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งโอกาสในชีวิตและความหวังของเด็กแต่ละคน ฉะนั้นหากจะลดความเหลื่อมล้ำต้องทำหลายมิติและบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วน และประการสุดท้าย การเรียนรู้ต้องไม่เกิดเฉพาะในโรงเรียน แต่ต้องเกิดได้ในทุกพื้นที่ของชีวิต ตอนนี้กำลังอยู่ในสังคมสูงวัย ต้องคิดกระบวนการเรียนรู้ให้ครอบคลุมกับทุกกลุ่มในประเทศ ในทุกพื้นที่ทั้ง บ้าน ชุมชน วัด โรงเรียนต้องไม่ใช่พื้นที่เดียวในการสร้างทักษะแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบ รวมไปถึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

การศึกษาไทยจะผลิบานได้ทุกภาคส่วนต้องจับมือกัน

สำหรับผมคำว่าผลิบานหมายถึงระบบทั้งหมดต้องเอื้อให้มนุษย์ได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียน ผู้สอน หรือคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ ฉะนั้นรัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบสภาวะหรือพื้นที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้มากกว่าผู้ออกคำสั่ง นโยบายต้องมีความยืดหยุ่น ต่อเนื่อง ยั่งยืน ไม่ใช่เปลี่ยนผู้นำก็เปลี่ยนนโยบาย สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ผลิตครู ต้องทำหน้าที่พัฒนาครูให้เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจและออกแบบการเรียนรู้ที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ เข้าใจโลกที่ซับซ้อน สามารถทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ในสังคม

ที่สำคัญมหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่กลาง ตั้งคำถามกับระบบ รวมถึงต้องสนับสนุนครูให้มีความมั่นใจว่าครูจะไม่ถูกลงโทษ ในการทดลองวิธีการเรียนรู้ใหม่ๆ ฉะนั้นครูต้องทำหน้าที่เป็นทั้งผู้เรียนและผู้สอนไปด้วยกันเพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก สังคมและภาคเอกชน ต้องเลิกมองโรงเรียนเป็นสถานที่ฝากเด็ก แต่ต้องมองว่าเป็นพื้นที่สำคัญของการเรียนรู้ และภาคเอกชนต้องไม่ทำหน้าที่เป็นแค่ผู้บริจาค แต่ต้องเป็นผู้ร่วมออกแบบพื้นที่หรือโอกาสการเรียนรู้ในโลกความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น ทักษะอาชีพ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสนับสนุนให้ผู้เรียนหรือนักเรียนอยู่ในความหลากหลายได้ ถ้าทำเรื่องนี้ได้จะทำให้การศึกษาผลิบานได้ในสังคมอย่างแน่นอน