หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา เปิดผลวิจัยรั...

เปิดผลวิจัยรับวันครู วิกฤตร.ร.เล็ก ครูแบกงานเกิน ทำทั้งธุรการ การเงิน ชี้ 63% Work-Life Balance พัง

16.01.26 | 10:16 น.

ผลวิจัยชี้ วิกฤตครู ร.ร.เล็ก แบกงานเกินมาตรฐาน 37.6% รับทุกบทบาท ธุรการ การเงิน พีอาร์ ช่างเทคนิค ซ่อมบำรุง ครู 63% ชีวิตส่วนตัวพัง  

เมื่อวันที่ 16 มกราคม ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานผลวิจัยจากการสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างในสังกัด สพฐ. ท้องถิ่น เอกชน และ กทม. พบข้อมูลว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องแบกภาระงานสอนกว่า 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ถึง 37.6%

ประเด็นที่ค้นพบคือวงจรความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนเล็กที่มีทรัพยากรน้อยที่สุด แต่เป็นโรงเรียนที่ครูต้องแบกภาระมากที่สุด ส่งผลถึงนักเรียนยากจนในโรงเรียนเหล่านี้ ที่ควรได้รับการดูแลมากที่สุดกลับได้รับโอกาสน้อยที่สุด ผลการวิจัยยังพบว่ายิ่งครูอาวุโส จะได้รับมอบหมายงานสอนน้อยลง จะได้รับมอบหมายให้สอนน้อยกว่าครูรุ่นใหม่ ส่งผลให้ครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชาและหลายระดับชั้น

นอกจากนี้ยังพบว่า 5 อันดับภาระงานนอกเหนือการสอนที่ครูต้องใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน อันดับ 1 คืองานหัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้าระดับ ใช้เวลาสูงถึง 874 ชั่วโมง อันดับ 2 งานสำนักวิชาการ 777 ชั่วโมง อันดับ 3 งานประชาสัมพันธ์ 468 ชั่วโมง อันดับ 4 งานประกันคุณภาพ 438 ชั่วโมง อันดับ 5 งานบุคคล 414 ชั่วโมง

“งานหัวหน้าระดับเป็นงานที่แบกภาระสูงสุด ใช้เวลาเฉลี่ยในการทำงานแต่ละครั้งประมาณ 11.96 ชั่วโมง เกือบเท่ากับการทำงานเต็มวัน ข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่านอกจากภาระงานสอนที่หนัก ครูยังต้องรับผิดชอบงานบริหารจัดการที่กินเวลามาก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระงานอย่างมีนัยสำคัญ”

อีกประเด็นที่ถูกสะท้อนว่าเป็นภาระหนักคือ งานที่ควรใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะทาง โดยเฉพาะ 3 ตำแหน่งงานสำคัญที่โรงเรียนควรมี คือ 1.นักประชาสัมพันธ์ (เขียนข่าว, ดูแลสื่อ) 2.ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง (ดูแลด้านโสต, อาคารสถานที่) และ 3.งานธุรการ/การเงิน (จัดการเอกสาร, พัสดุ) เนื่องจากต้องการความชำนาญเฉพาะด้าน หลายอย่างเกี่ยวข้องกับระเบียบกฎหมาย

Advertisement

ครู 47.7% บอกว่าภาระงานล้นมือส่งผลถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน มีเพียง 29.7% ที่บอกว่ามีเวลาเพียงพอในการเตรียมบทเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เรื่องสมดุลชีวิตและการทำงาน Work Life Balance มีครูถึง 63% บอกว่าไม่สามารถทำได้ ทำให้มีความเครียดสะสมและภาวะ Burnout

ข้อเสนอจากงานวิจัยในระยะสั้นที่ทำได้ทันที ได้แก่ 1.ลดภาระงานไม่จำเป็น ตัดงานเอกสารซ้ำซ้อน ปรับลดลำดับความสำคัญของงานอื่น ๆ เพื่อให้งานสอนเป็นภารกิจอันดับหนึ่ง 2.กระจายงานอย่างเป็นธรรม เลี่ยงการมอบหลายๆ โครงการให้ครูเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว 3.แยกงานสนับสนุนจากงานครู โดยพิจารณาจ้างบุคลากรเฉพาะทาง เช่นงานธุรการ การเงิน พัสดุ ฯลฯ

ในระยะกลางที่สามารถทำได้ภายใน 6-12 เดือน ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตครู ได้แก่ 1.เพิ่มเวลาเตรียมสอน โดยลดชั่วโมงสอนต่อสัปดาห์ หรือจัดคาบว่างสำหรับการเตรียมสอนโดยเฉพาะ 2.ดูแลสุขภาพใจ ด้วยการจัดโปรแกรมสุขภาพจิต มีช่องทางให้คำปรึกษากับครู เพื่อป้องกันภาวะเครียดสะสม 3.สร้างสมดุลชีวิตและการทำงาน โดยกำหนดนโยบายงดติดต่องานนอกเวลาราชการอย่างจริงจัง

ระยะยาว 1-2 ปี เพื่อแก้ปัญหาภาระงานครูอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.ปฏิรูประบบราชการและโครงสร้างแบบเดิม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานเอกสาร 2.สร้างระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) เพื่อสนับสนุนครูใหม่ในการปรับตัว และการเผชิญความท้าทายต่าง ๆ 3.สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพวิชาชีพครู เพื่อให้ครูมีส่วนร่วมตัดสินใจ เพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของ และเติมเต็มขวัญกำลังใจ