เปิดมุมมอง ‘อรรถพล อนันตวรสกุล’ อนาคตการศึกษาไทยหลัง 8 ก.พ.

20.01.26 | 09:00 น.

หมายเหตุ – ‘มติชน’ สัมภาษณ์พิเศษ นายอรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจําคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองภาพการศึกษาไทย หลังการเลือกตั้งครั้งใหญ่

การศึกษาไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่?

“การศึกษาไทยเปลี่ยนโฉมไประดับหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาได้ และเริ่มมีเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองว่า อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับโรงเรียนมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลับเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีหลัง เนื่องจากความไม่มีเสถียรภาพของการเมือง เปลี่ยนรัฐมนตรีและเปลี่ยนนโยบายบ่อย ทั้งหมดนี้มีส่วนในการกระแทก ทำให้โรงเรียนต้องปรับตัวตลอดเวลา รวมถึงสถานการณ์ด้านประชากร อัตราการเกิดลด จำนวนเด็กเข้าเรียนน้อยลง โรงเรียนขนาดใหญ่กลายเป็นขนาดกลาง ขนาดกลางเป็นขนาดเล็กมากขึ้น และดูเหมือนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เองก็อยากให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปเพื่อคุมกำเนิดโรงเรียน ทำให้โรงเรียนชุมชนหายไป โดยเฉพาะโรงเรียนประจำตำบล”

ส่งผลให้เด็กออกกลางคันมากขึ้น โดยเฉพาะช่วง ม.1 และ ม.2 เป็นช่วงที่เด็กร่วงจากระบบการศึกษามากที่สุด สิ่งที่ตามมาก็คือ เด็กจะพ้นจากการศึกษาที่จัดโดยรัฐอย่างเป็นทางการ ไปสู่การศึกษานอกระบบ ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่นในการมาเรียน และต้องยอมรับว่าการศึกษานอกระบบของไทยยังไม่ได้มีประสิทธิภาพมากพอที่จะรองรับเด็กกลุ่มนี้ แต่ก็ยังมีสัญญาณบวกหลายอย่าง เช่น ตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีการบรรจุครูใหม่ และผู้อำนวยการโรงเรียนอายุไม่เกิน 40 ปี ทำให้เห็นภาพความหวัง แต่สถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในวันที่โครงสร้างอำนาจแข็งตัวมากเกินไป โรงเรียนยังต้องวิ่งตามนโยบายของรัฐ และถ้ายังเกิดปัญหาแบบนี้ไปเรื่อยๆ อีก 5 ปี 10 ปีพลังความเป็นหนุ่มสาวของครูเหล่านี้ก็จะลดลง ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรมเกิดขึ้นได้ยากมาก”

มีเรื่องใดที่พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นบ้าง?

Advertisement

“สิ่งที่ดีคือ สังคมเริ่มเรียนรู้ว่า ความรู้เปลี่ยนแปลงเร็ว ครูรุ่นใหม่มาพร้อมกับทักษะบางอย่างที่แตกต่างจากครูรุ่นก่อน เช่น เรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา-19 มีส่วนสำคัญ ทำให้ครูทั้งระบบต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ตรงนี้ถือเป็นแต้มต่อในการทำงาน และเมื่อครูมีการเปลี่ยน

เจเนอเรชั่น ก็ทำให้เกิดพลังของการทำงานใหม่ๆ แต่ยังมีสถานการณ์ที่น่าห่วง เช่น การวัดผลระดับนานาชาติที่ค่อนข้างเป็นปัญหา ทั้งที่เราทุ่มเทงบประมาณจำนวนมาก แต่เกิดผลน้อย ตอนนี้ขาดจินตนาการและกรอบความคิดของผู้บริหาร ศธ. ทำให้นักการเมืองตกอยู่กับแนวคิดเดิมๆ เช่น มีธงว่าต้องยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ปล่อยให้โรงเรียนแม่เหล็กคงอยู่ โดยไม่มีทางออกอื่น มุ่งแต่เดินหน้าลดจำนวนโรงเรียน โดยละเลยว่าโรงเรียนคือบริการสาธารณะ ที่ต้องเข้าถึงประชาชน ถ้าโรงเรียนระดับตำบลถูกยุบไปเรื่อยๆ ต่อไปในระดับตำบล หมู่บ้าน จะขาดแคลนแรงงานหนุ่มสาว เพราะเด็กไหลเข้าเขตเมือง เท่ากับว่าการศึกษาขาดความรับผิดชอบต่อการดูแลคนในสังคม”

ถ้าไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก จะแก้ปัญหาอย่างไร?

“อย่างแรกคือ การกระจายอำนาจ ที่ผ่านมามีการทำเรื่องนี้กันน้อย ยิ่งในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการตั้งศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) มีการสั่งการเป็นชั้นๆ ลดบทบาทสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ให้เป็นแค่มือไม้ของส่วนกลาง โรงเรียนกลายเป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดการ เมื่อรัฐบาลแบกไม่ไหว เพราะรู้สึกว่าการมีครู 9 คน ในโรงเรียนที่มีเด็กแค่ 40 คน ไม่คุ้มค่าการลงทุน แต่อยากให้นึกถึงการมีอยู่ของโรงเรียนที่ทำให้ชุมชนอยู่ได้ ซึ่งถ้าดูจากหลายประเทศ ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โรงเรียนจำนวนหนึ่งที่มีเด็กน้อยมากๆ ก็ต้องยุบ ส่วนที่คงอยู่ได้ก็รักษาเอาไว้ ผ่านการให้โรงเรียนไปสังกัดท้องถิ่น ซึ่งไทยยังไม่เคยคุยโจทย์นี้ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หลายแห่ง สามารถดูแลโรงเรียนได้ดี

ส่วนของไทยยังมีโอกาส ทบทวนเรื่องนี้ใหม่ ผ่านการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …รวมถึงต้องคุมกำเนิดโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือขนาดใหญ่พิเศษ ประเทศไทยเป็นประเทศส่วนน้อยที่มีโรงเรียนที่ไซซ์ 5,000 คน ถือเป็นเรื่องน่าตกใจ จากที่สมัยก่อนโรงเรียนขนาด 2,500 คน ก็ถือว่าใหญ่มากแล้ว แต่ตอนนี้บางโรงเรียนมีเด็ก 4,000-5,000 คน เกิดปัญหาเด็กในเงา ที่หลุดรอดจากการดูแล ดังนั้น ถ้าไม่คุมกำเนิดจำนวนนักเรียนต่อชั้น สิ่งที่จะตามมาคือ เด็กทุกคนจะถูกดูดไปโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนเล็กก็จะค่อยๆ หายไป

หากต้องการให้เกิดคุณภาพจริงๆ เช่น โรงเรียนอาจจะมีเด็กระดับชั้นละ 1-16 ห้องเรียน แต่ขอคุมกำเนิดจำนวนนักเรียนต่อห้อง จากห้องละ 40 คน เป็นห้องละ 30 คน เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ และเกลี่ยเด็กที่เหลือไปโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเดียวกัน การจะทำเรื่องนี้รัฐบาลก็ต้องมีมาตรการจูงใจ ซึ่งคิดว่าหลายพรรคพยายามทำเรื่องนี้”

พรรคใดที่มีนโยบายการศึกษาน่าสนใจบ้าง?

“หลายๆ พรรคก็พยายามจะมีนโยบายควิกวิน (Quick Win) หรือนโยบายระยะสั้น แต่แนวทางปฏิบัติยังไม่ชัดเจน มีบางพรรคเท่านั้นที่อธิบายเชิงตัวเลขได้ ผมได้มีโอกาสจัดเวทีเสวนา มีพรรคหนึ่งสามารถอธิบายโจทย์เรื่องเรียนฟรี ว่าต้องวางแผนค่อยเป็นค่อยไป เห็นภาพการทำงานกับข้อมูล แต่ปัญหาหลายพรรคยังทำนโยบายขายฝัน เช่น คืนครูสู่ห้องเรียน แต่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ดังนั้น ถ้าจะให้ฝากการบ้าน ก็อยากให้แต่ละพรรคเล่าให้เห็นภาพว่า มองภาพใหญ่ของการศึกษาไว้อย่างไรบ้าง ทั้งในระยะ 10 ปี และระยะ 4 ปีที่เป็นรัฐบาล เพราะการศึกษาไม่ได้เปลี่ยนเหมือนกดสวิตช์ แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และอาศัยความมุ่งมั่น

ถ้าเริ่มจูนกันตั้งแต่วันนี้ วันที่ตั้งรัฐบาลได้อาจจะมีก้อนความคิดบางอย่างที่ไปด้วยกันได้ แม้ในทางปฏิบัติอาจจะมีวิธีนำเสนอคนละแบบ เช่น บางพรรคเสนอเรื่องคูปองอบรมครู บางพรรคเสนอเรื่องคูปองรายหัวเด็ก แต่พอไอเดียพวกนี้ถูกแชร์ร่วมกันจะกลายเป็นถังข้อมูลขนาดใหญ่ ให้กระทรวงมีโจทย์ในการทำงาน และให้สังคมไทยมีจินตนาการใหม่ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ ที่ค้างมานานกว่า 8 ปี และขณะนี้มีถึง 7 เวอร์ชั่น บางพรรคมีเวอร์ชั่นของตัวเอง ถือเป็นโจทย์ใหญ่อีกเรื่อง”

ปัญหาที่ทำให้การศึกษาติดหล่ม ทั้งขั้นพื้นฐาน-อุดมฯ คืออะไร?

“เรื่องใหญ่คือ เรายังไม่มีภาพฝันร่วมกัน ยุค พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ตอนนั้นสังคมไทยเต็มไปด้วยความหวัง แต่ผ่านมา 2 ทศวรรษ คนเริ่มล้า หมดความเชื่อมั่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การกระจัดกระจายของแนวคิด ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเอาตัวรอด ไม่มีเป้าหมายในการพัฒนาคนร่วมกัน และภายใน 15 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มรูปแบบ ดังนั้น ศธ.จะมองแค่โรงเรียนต่อไปไม่ได้

เราเห็นบทเรียนจากประเทศหลายประเทศที่เป็นสังคมสูงอายุก่อนไทย อย่างสิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้เตรียมความพร้อมมาก่อน แต่ของไทยยังมองแค่โรงเรียนกับมหา’ลัย ภาพที่ชัดเจนมากก็คือ เรามีทั้ง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562, พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566, พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.2562 แต่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ยังไม่ประกาศใช้ ทั้งที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญ ศธ.ตอนนี้จะมองแค่โรงเรียนไม่ได้ ต้องทำงานข้ามกระทรวง อย่างน้อย 4 กระทรวง”

คุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ต้องเป็นอย่างไร?

“ดีที่สุดต้องเคยผ่านงานการศึกษามาบ้าง จะทำให้เข้าใจครู ถ้าได้คนที่อยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อนจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องสามารถดึงคนที่มีความรู้เฉพาะด้านเข้ามาเป็นทีม เป็นที่ปรึกษา และเรื่องใหญ่ของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ยุคนี้คือ ต้องไม่มองแค่ ศธ. แต่ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เปิดพื้นที่ในการพูดคุย มีความยืดหยุ่นสูงในการรับมือต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง เป็นรัฐมนตรีที่มีอัตตาน้อยๆ พร้อมเรียนรู้เยอะๆ”

แนวคิดที่มองว่าใบปริญญาไม่สำคัญอีกต่อไป?

“อย่างแรกคือ โรงเรียนไม่ตอบโจทย์ สิ่งที่เรียนกับการเอาตัวรอดในสังคมเป็นคนละแบบ โรงเรียนปัจจุบันถูกมองเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวิชาการ เพื่อการไปเรียนต่อมากกว่าการเตรียมพร้อมสู่โลกการทำงาน เด็กไม่ได้เรียนวิชาอาชีพในโรงเรียนเท่าที่ควร ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการเรียนที่แพงเกินไป โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัด การไปโรงเรียนแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายแฝงอยู่จำนวนมาก ทำให้คนเริ่มเห็นคุณค่าของการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยน้อยลง เพราะว่ากว่าจะจบ ป.ตรี ได้เงินเดือน สู้ออกมาขายของออนไลน์มีรายได้ดีกว่า 2 เรื่องนี้เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เด็กหลุดออกจาก ระบบหลายประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เด็กจบ ม.6 ทำงานได้ สตาร์ตเงินเดือนไม่ต่างกับ ป.ตรี มากนัก เมื่อพร้อมก็สามารถกลับมาเรียนต่อได้ อย่างสิงคโปร์ เด็กเรียนสายอาชีพ สามารถสวิตช์กลับมาสายวิชาการได้ ประเทศไทยต้องดีไซน์ช่องทางแบบนี้”

ปัญหาสำคัญอยู่ที่ส่วนกลางด้วยหรือไม่?

“ส่วนกลางโตเกินไป ตลอด 20 ปีมานี้ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้น การเมืองต้องเข้ามาลดขนาด ศธ. ซึ่งอนาคตอันใกล้คงไม่สามารถทำได้ เพราะจะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และเทรนด์ใน 10-15 ปีข้างหน้า เมื่อเด็กน้อยลงเรื่อยๆ จะเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งมากขึ้น ถ้าไม่ทำสิ่งนี้ กระทรวงที่อุ้ยอ้ายจะไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรได้ ศธ.ควรเป็นหน่วยงานกำกับดูแล ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน มากกว่าการกำกับติดตาม”

การพัฒนาครูยุคนี้ควรเป็นไปในทิศทางใด?

“ช่วงฮันนีมูนของการบรรจุครูผ่านไปแล้ว ครูเหล่านี้จะอยู่ในระบบไป 20 ปี ก่อนจะเริ่มเกษียณ ฉะนั้น ตอนนี้จำเป็นต้องคุมกำเนิดการผลิตครู เป็นการผลิตครูระบบกึ่งปิด คือผลิตจำนวนน้อยลง และเปิดรับระหว่างทางได้ โดยอาจเรียนรู้จากหลายประเทศว่าเขาทำอย่างไรเพื่อทำให้ได้คนที่เหมาะสมมาเป็นครู นอกจากการรับโดยตรงจากครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ การรับเด็กที่จบจากคณะอื่น เช่น คณะวิทยาศาสตร์ คณะที่เกี่ยวข้องกับภาษา ยังจำเป็นกับการสอนระดับ ม.ปลาย ทำยังไงจะเข้าถึงคนเหล่านี้ได้ เพื่อดึงคนเก่งมาเป็นครู อย่างต่อมาคือ ระบบฝึกหัดครู หลายประเทศการศึกษาเขาเปลี่ยนได้ เพราะเขาทำให้คณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ลงมาทำงานกับโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้รู้ว่าโรงเรียนกำลังต้องการครูสาขาใด อาจารย์คณะครุศาสตร์จะถูกจูงใจด้วยการทำวิจัยกับโรงเรียน เราเห็นโมเดลประเทศที่การศึกษาก้าวหน้า ไม่ว่าสิงคโปร์ ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รัฐบาลจะใช้การทำงานลักษณะนี้ทั้งหมด เรื่องนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องจินตนาการถึงภาพการศึกษาในอีก 5 ปีข้างหน้า ว่าเราจะทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย กับท้องถิ่นได้อย่างไร”

สมัยก่อนจะมองว่าคนเก่งไปเป็นหมอ คนเรียนไม่เก่งมาเป็นครู ปัจจุบันเป็นอย่างไร?

“เรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว แต่สังคมยังติดภาพจำจากยุค พ.ศ.2520 ซึ่งยุคนั้นเราต้องเร่งผลิตครูเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา เป็นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เกิดการเรียนครูภาคค่ำ ให้คนที่ทำงานแล้วมาเรียน กลายเป็นข้อครหาว่า เอาคนไม่เก่งมาเรียนครู แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว โดยตั้งแต่มีการบรรจุครู 5 ปี พบว่าเด็กที่คะแนนสามารถเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ จำนวนมาก เลือกมาเรียนคณะครุศาสตร์ เด็กเก่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) หลายแห่งตอนนี้คือเด็กจากคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์”

การพัฒนาครูต้องมองตลอดชีวิต มองไปถึงเส้นทางการเติบโตในอาชีพ ครู ค.ศ.3 ค.ศ.4 ตอนนี้อายุยังไม่ถึง 40 ปี หากเงินเดือนตันเพดาน รัฐต้องดูว่าจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง หลายประเทศครูเติบโตไปพร้อมกับภาระหน้าที่ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีประสบการณ์สูง เป็นหัวหน้ากลุ่มวิจัยในโรงเรียน ดูแลรุ่นน้องที่เป็นครูด้วยกัน ทำวิจัยชั้นเรียน เป็น Master Teacher มีสิทธิไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แต่ของไทยยังแยกกัน หากอยากเป็นผู้อำนวยการต้องไปเรียน ป.โท บริหารการศึกษา แล้วมาสอบ เราเห็นโมเดลที่ดีๆ หลายประเทศ กรณีเกาหลีใต้ ครูสามารถเลื่อนชั้นเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แล้วกลับไปเป็นศึกษานิเทศก์ กลับมาเป็นครูได้ ไม่ได้แยกขาด โจทย์พวกนี้เป็นการดีไซน์ระบบใหม่”

มองภาพการศึกษาหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.อย่างไรบ้าง?

“ผมว่ามีหลายฉากทัศน์ ฉากทัศน์ที่แย่ที่สุดก็คือ ได้ขั้วอำนาจเก่ากลับมา ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องประคองกันต่อไป แต่สังคมจะบี้รัฐบาลมากขึ้น เพราะเริ่มมองเห็นแนวทางใหม่ๆ หรือเกิดการจัดตั้งรัฐบาลผสม มีรัฐมนตรีว่าการ ศธ. กับรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.มาจากคนละพรรค เกิดการเจรจาหาแนวปฏิบัติ แบ่งบทบาทหน้าที่ร่วมกัน แต่แนวทางที่ดีที่สุดคือ ได้พรรคเดียวเข้ามาทำหน้าที่โดยตรง ซึ่งก็ต้องทำให้แนวคิดและนโยบายเป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดแรงต้าน ทำให้การทำงานมีปัญหา”