นายอดิศร เนาวนนท์ นักวิชาการด้านการศึกษาและอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ นโยบายยกระดับมหวิทยาลัยไทย สู่การเปลี่ยนผ่านจากประเทศรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูง ที่พึงมีหลังการเลือกตั้ง 2569 ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญในการยกระดับประเทศ ไม่สามารถแยกจากบริบททางการเมืองได้ ขณะที่ความขัดแย้งและความไม่เสถียรทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการพัฒนาประเทศ รวมถึงการยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัย โดยหากพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะพบว่า มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) น้อยมาก เมื่อเทียบกับนโยบายด้านเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนและมีผลต่อคะแนนเสียงโดยตรง
“ต้องยอมรับความจริงว่า อว.และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่ใช่กระทรวงที่เรียกคะแนนนิยมได้มากนัก หากจัดลำดับความน่าสนใจทางการเมืองก็อาจอยู่ในระดับเกรด C และไม่ค่อยมีใครอยากมาเป็นรัฐมนตรี แตกต่างจากกระทรวงเศรษฐกิจอย่างการคลัง พลังงาน หรืออุตสาหกรรม แม้นโยบายด้านโครงสร้างการพัฒนาคุณภาพคนจะไม่ใช่ประเด็นหลักในการหาเสียง แต่ก็ต้องยอมรับว่า หากประเทศต้องการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง หัวใจสำคัญกลับอยู่ที่ อว. และมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกำลังคน งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม” นายอดิศร กล่าว
นายอดิศร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้อว.เป็นกระทวรงที่บูรณาการภารกิจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และอุดมศึกษาเข้าด้วยกัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน ประเทศที่สามารถยกระดับเศรษฐกิจได้สำเร็จ ล้วนใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนา ซึ่งบทบาทดั้งเดิมของมหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดเพียงการผลิตบัณฑิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำวิจัย การสร้างนวัตกรรม และการบริการวิชาการแก่สังคม ซึ่งในหลายประเทศ มหาวิทยาลัยถูกใช้เป็นกลไกหลักในการยกระดับเศรษฐกิจและโครงสร้างประเทศ โดยทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด
“ถ้าประเทศไทยต้องการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พรรคการเมืองควรประกาศให้การใช้มหาวิทยาลัยและกลไกของอว. เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่มองเป็นเพียงกระทรวงรอง แต่ต้องให้มีบทบาทจริงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อว. ในปัจจุบันประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัย หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานด้านการวิจัย ดังนั้นควรได้รับการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มากกว่าการดำเนินงานแยกส่วน เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง ผมอยากให้พรรคการเมือง มองเห็นความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ ผ่านกลไกของ อว. และมหาวิทยาลัย โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พลังงาน และสังคม เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างบูรณาการ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ” นายอดิศร กล่าว

