นักวิชาการ มองภาพหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. ขอคนรุ่นใหม่ บริหาร ศธ. ปฏิรูปการศึกษา เปลี่ยนแปลงประเทศ
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า มองว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านที่เรียกว่า “นิเวศทางการเมือง” มองว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น จะไม่มีใครได้เสียงชนะเด็ดขาดจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว จะต้องมีการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ตนอยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงจาก “คนป่วยของเอเชีย” อยู่อันดับเกือบสุดท้ายของอาเซียน โดยต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งตัวโครงสร้างและระบบ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรายิ่งจะกลายเป็น “มะเร็งระยะสุดท้าย” อาจจะตายได้ เพราะความยากจน ปัญหาต่างๆ ระดับการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านก็แย่ลงตามลำดับ
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ตัวบ่งชี้ที่สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย คือ คะแนน PISA ที่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี , ทุนทรัพยากรมนุษย์อยู่อันดับท้ายๆ , คะแนนโอเน็ตต่ำสุด ซึ่งทำให้เห็นภาพรวมของประเทศนั้นทรุดโทรม แย่ลง ก้าวไม่ทัน แข่งขันไม่ได้ และเรายังจะให้สิ่งเหล่านี้ดำเนินต่อไป หรือต้องการ การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างระบบและวัฒนธรรมองค์กร
นายสมพงษ์ กล่าวว่า มองว่ารวมของนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้ง ต้องเข้าใจประเด็นสถานการณ์ที่ที่เลวร้ายของประเทศ มองให้ออกว่าประเทศจะไปข้างหน้ายังไง สิ่งที่อยากฝากกับคนที่จะเข้ามาบริหารประเทศ คือ จะประนีประนอมระหว่างคนรุ่นใหม่ (เสรีนิยม) กับคนรุ่นเก่า (อนุรักษ์นิยม) ให้มันเกิดความเชื่อมั่น ซึ่งถึงเป็นประเด็นที่สำคัญ นอกจากการประนีประนอมแล้ว คือ การประคับประคองประชาธิปไตย ถ้าเน้นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ก็จะเกิดโรคแทรกซ้อน มองว่าอาจจะเกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร ดังนั้น คนรุ่นใหม่ที่ได้บทเรียนจากเรื่องนี้หลายครั้งต้องประนอมเป็น ต้องประคับประคองประชาธิปไตยได้ และต้องรู้ว่าการได้เป็น “ประชาธิปไตย” มีการเปลี่ยนผ่านจากอนุรักษ์นิยมกับรัฐประหารโดยตลอด ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสำคัญ ถ้าทำแบบรุนแรง หรือทำแบบเต็มที่จะต้องถูกปฏิวัติรัฐประหารแน่นอน
นายสมพงษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้น ประนีประนอม ประคับประคอง และการเปลี่ยนผ่าน จึงเป็นเรื่องสำคัญ ต่างกันผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ได้บทเรียนมาหลายครั้งหลายคราวแล้ว เวลาบริหารประเทศจะต้องอยู่ท่ามกลางคนที่หลากหลายแตกต่าง สิ่งที่ตนอยากฝากเรื่องหนึ่ง คือ ถ้ามีโอกาสบริหารประเทศ อยากให้คนรุ่นใหม่ ดูกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดีอี เพราะเป็นเรื่องสำคัญในการปูพื้นฐาน ปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ นโยบายด้านการศึกษา 3-4 พรรคเมืองที่ดีมาก จะนำมาบูรณาการกันอย่างไร
นายสมพงษ์ กล่าวว่า องค์ประกอบของการดูกระทรวงศึกษา 1.ให้ดูนโยบาย ว่าตรงกับสภาพปัญหา ข้อเท็จจริง สามารถปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริงไหม มีการกระจายอำนาจลงไปสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่ฯ มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องโครงสร้าง เรื่องระบบมากน้อยแค่ไหน และในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ มีการเปลี่ยนระบบหลักสูตรการเรียนรู้ และจะปฏิรูประบบงบประมาณอย่างไร ที่จะเลิกกติกา เลิกระเบียบกฎเกณฑ์เก่าๆ 2.กำหนดตัวบุคคลที่จะมาดูแล ศธ. ว่ามีเจตนารมณ์ มีความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง บริหารกระทรวงเป็น มองว่า ศธ.มีความคิดแบบอนุรักษ์นิยมอยู่ ข้าราชการส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานที่ปฏิบัติตาม และเชื่อในเรื่องของตัวอำนาจ 3.กรอบระยะเวลาที่ชัดเจน การศึกษาเป็นเรื่องของอำนาจการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป และอยากให้การศึกษา เป็นส่วนสำคัญและเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศนะ
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ส่วน อว. ถูกพูดถึงน้อยมาก เราจะเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัย กลับมาจากเรื่องระบบธุรกิจอุดมศึกษา ให้มาเป็นการสร้างสังคม เปลี่ยนแปลงนโยบาย และการช่วยเหลือรัฐบาลได้อย่างไร
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ส่วนกระทรวงดีอี มี platform มีระบบข้อมูลจำนวนมาก จะทำยังไงที่จะบูรณาการให้เกิดเอกภาพของระบบข้อมูล และจะร่วมมือกับภาคเอกชนและท้องถิ่นอย่างไร ที่จะร่วม up skill re skill ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆเกิดประโยชน์กับผู้เรียนรู้
“โอกาสวันที่ 8 กุมภาพันธ์เนี่ยมันมาครั้งใหญ่นะ พลังของคนรุ่นใหม่ที่จะไปเลือกตั้งต้องไม่ว่อกแว่ก ต้องมุ่งมั่น รวมจุดโฟกัสให้ชัดเจน มองการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่าน แล้วประคับประคองอย่างคนที่มีสติสัมปชัญญะ บริหารประเทศอย่างโปร่งใส มีความหวัง ก็ทำให้ทุกคนมีความเชื่อว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาชนจริงๆ” นายสมพงษ์ กล่าว

