ก.ค.ศ.รื้อใหญ่กรรมการวิทยฐานะ ‘ครู-บิ๊กเขต’ พร้อมประเมินล๊อตแรกพ.ค.

11.02.26 | 13:04 น.

ดร.ธนู  ขวัญเดช  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการปรัยสัดส่วนกรรมการผู้ประเมินผลงานการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านระบบดิจิทัล หรือ DPA นั้น ขณะนี้ อยู่ระหว่างการอบรม คณะกรรมการผู้ประเมินชุดใหม่ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ. ที่มีรัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธาน ทั้งนี้คณะกรรมการฯชุดดังกล่าว มาจากการคัดเลือกของหน่วยงานต้นสังกัดผู้ประเมิน ทั้งจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ดำเนินการคัดเลือกแล้วส่งรายชื่อให้ที่ประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ. ที่มีรัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธานให้ความเห็นชอบ ซึ่วเมื่อผ่านการอบรมขั้นตอนวิธีการประเมินจากก.ค.ศ.เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถเริ่มประเมินผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม

“การปรับองค์ประกอบคณะกรรมการประเมินครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานของผู้ถูกประเมิน โดยผู้ประเมินต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์การทำงานที่สอดคล้องกับ บริบทของผู้ถูกประเมิน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในหลักการทำงาน ให้การประเมินมีความถูกต้องแม่นยำ มีการให้คะแนนที่เป็นธรรมกับผู้ถูกประเมิน ทั้งนี้จำนวนคณะกรรมการผู้ประเมิน มีมากกว่า 100 คน เนื่องจาก ก.ค.ศ.ไม่ได้กำหนดว่า แต่ละหน่วยงานจะต้องส่งมาเท่าไร เพียงแต่ดูคุณสมบัติที่เหมาะสม ส่วนการคัดเลือกผู้ประเมินแต่ละรายนั้น ยังคงใช้ระบบสุ่มกรรมการผู้ประเมินเช่นเดิม เพื่อไม่ให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ” ดร.ธนู กล่าว

ดร.ธนู กล่าวต่อว่า ส่วนการประเมินวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ ว12/2564 สำหรับสำหรับผู้บริหารการศึกษา คือ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นั้น มีการเปลี่ยนกรรมการประเมินผลงานเช่นเดียวกัน โดยกรรมการที่อ่านผลงานของรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ และผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ นั้น มอบหมายให้ก.ค.ศ. เป็นผู้ดำเนินการแต่งตั้ง อีกส่วนที่มีการปรับในการประเมินครั้งนี้คือ เมื่ออ่านผลงานของผู้ถูกประเมินเรียบร้อยแล้ว กรรมการผู้ประเมินที่ได้รับแต่งตั้งจากก.ค.ศ. ทั้ง 3  รายจะต้องมานั่งประชุม เพื่อสรุปผลการประเมินที่เป็นกลาง จากเดิมที่ต่างคนต่างอ่าน ส่งผลให้การให้คะแนน มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เช่น กรรมการบางรายให้คะแนนสูงเกินไป หรือกรรมการบางรายให้คะแนนต่ำเกิดไป เป็นต้น

“การเปิดโอกาสให้กรรมการผู้ประเมิน ได้มีโอกาสมานั่งดีเบทกัน ว่า แต่ละคนมีข้อคิดเห็นอย่างไร สุดท้ายปลายทางแล้ว จะทำให้การประเมินมีความเสถียรมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่ต่างคนต่างให้คะแนน แล้วส่งมาที่ก.ค.ศ.แต่ไม่มีการพูดคุยกัน ทำให้ผลคะแนนมีความคลาดเคลื่อน รวมถึงจะสามารถแก้ปัญหาการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย” ดร.ธนู กล่าว