แหล่งข่าวจากที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท) เปิดเผยว่า การสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)พระนคร แทนนายพงศ์ หรดาล อดีตอธิการบดีที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2560 กำลังเกิดปัญหา เนื่องจากข้อ 3 ของข้อบังคับฯ มรภ.พระนครว่าด้วยการประชุมสภามหาวิทยาลัย(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 ที่ลงนามโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภาฯ ได้มีการแก้ไขเรื่องการสรรหาอธิการบดีและคณบดีใหม่ว่าถ้าลงคะแนนเสียงได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสภาฯ เท่าที่มีอยู่ ให้มีการลงคะแนนใหม่ในครั้งที่ 2 แต่การลงคะแนนครั้งที่ 2 ถ้ายังไม่มีใครได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งอีก ก็ให้เริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ โดยผู้สมัครและผู้ได้รับการเสนอชื่อรอบแรก ไม่มีสิทธิเข้ารับการสมัคร/เสนอชื่ออีก โดยปรากฏว่าในการสรรหาอธิการบดีรอบแรก มีผู้สมัคร 7 คน คณะกรรมการสรรหาอธิการบดีที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้คัดเลือก 2 รายชื่อนำเสนอสภาฯ เพื่อพิจารณา คือ นายพงศ์ หรดาล และนายวิชัย แหวนเพชร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
“การโหวตรอบแรกเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนายพงศ์และนายวิชัย ได้คะแนนไม่เกินกึ่งหนึ่งของกรรมการสภาฯ จึงต้องโหวตรอบ 2 แต่การโหวตรอบ 2 ก็ยังไม่มีใครได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการสภาฯ นำมาสู่ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ตามข้อบังคับ แต่การสรรหารอบใหม่นี้ นายพิชัย สิริรัตนพลกุล อาจารย์คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.พระนคร ซึ่งเป็นผู้สมัครรอบแรก ได้ลงสมัครอีกครั้ง แต่คณะกรรมการสรรหาฯ ตัดสิทธิโดยให้เหตุผลว่าขาดคุณสมบัติตามข้อ 3 ของข้อบังคับมรภ.พระนครฯ นายพิชัย จึงได้ฟ้องร้องคณะกรรมการสรรหาฯ และคณะกรรมการสภาฯ ต่อศาลปกครองกลางและล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้ประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ บ.131/2560 โดยนายพิชัย มองว่าจำกัดสิทธิและที่สำคัญเนื้อหาตามข้อบังคับในข้อ 3 ไม่ปรากฏอยู่ในพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวเกิดกับมรภ.ราชนครินทร์ ที่นายมีชัย นั่งเป็นประธานกรรมการสภาฯ มาแล้ว โดยนายมีชัย ได้มีการออกข้อบังคับเนื้อหาลักษณะเดียวกัน นำมาสู่การลงคะแนนเสียงเลือกอธิการบดีมรภ.ราชนครรินทร์ 2 ครั้ง คะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของกรรมการสภาฯ ทั้งสองครั้งและต้องเริ่มกระบวนการสรรหาฯ ใหม่อยู่ในขณะนี้ซึ่งไม่ทราบว่ามีการฟ้องร้องเหมือนกับมรภ.พระนครหรือไม่
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ข้อบังคับดังกล่าวเป็นการตัดสิทธิและตัดโอกาสโดยเฉพาะกับผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาฯ เนื่องจากถ้าผ่านไปถึงขั้นตอนการพิจารณาของกรรมการสภาฯ ก็อาจได้รับการคัดเลือกก็ได้ ฉะนั้นจึงไม่ควรไปปิดกั้นหรือจำกัดสิทธิ แต่กรณีของผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่สภาฯ และไม่ผ่านการลงคะแนนเสียงจำนวนกึ่งหนึ่งนั้น เห็นด้วยว่าควรตัดสิทธิ เพราะถือว่าไม่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกไปแล้ว ทั้งนี้ปัญหาของการออกข้อบังคับ ส่วนใหญ่ไม่ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาคม บางกรณีประชาคมไม่ทราบหรือถึงทราบแต่ถ้าสภาฯ ยืนยันจะออกข้อบังคับดังกล่าวก็สามารถออกได้ และถึงจะไปฟ้องร้องต่อศาล แต่ศาลไม่รับฟ้องเพราะถือว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง จะต้องรอให้มีการนำไปใช้และเกิดความเสียหายแล้ว ศาลถึงจะรับฟ้อง ฉะนั้นกรณีนี้ต้องย้อนกลับไปดูว่าการออกข้อบังคับของมรภ.พระนคร ได้เปิดโอกาสให้ประชาคมมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน



