มติบอร์ดTZD เปลี่ยนบัตร ปชช. เป็นคลังหน่วยกิตชีวิต ชูผลสำเร็จลดเด็กนอกระบบเหลือ 6 แสนคน
วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (Thailand Zero Dropout – TZD) มีมติเห็นชอบแนวนโยบายการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) ผลักดันโครงการ ‘Learning Passport’ เปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (ILA) เผยความสำเร็จในการดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้ลดลงเกือบครึ่ง พร้อมยกระดับแผนงานปี 2569 เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลรัฐ ขยายการช่วยเหลือครอบคลุมเด็กศูนย์การเรียนรู้ ม.12 และกลุ่มเสี่ยงวิกฤต (Crisis PLUS)

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา คือวาระสำคัญที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนส่งผลให้ตัวเลขเด็กนอกระบบลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จาก 1.02 ล้านคน ในปี 2566 ล่าสุด (ข้อมูล ณ พ.ย. 2568) ตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาลดลงเหลือ 603,095 คน เพื่อสานต่อความสำเร็จดังกล่าว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแนวทาง Flexible Learning และ Learning Passport โดยขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ไม่ยึดติดกับห้องเรียน แต่มุ่งสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) จากงานวิจัยของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ทักษะดิจิทัล 2) ทักษะทางอารมณ์และสังคม และ 3) ทักษะผู้ประกอบการ

“การขับเคลื่อนดังกล่าว จะดำเนินการผ่านการพัฒนาบัญชีการเรียนรู้สำหรับแต่ละบุคคล (Individual Learning Accounts – ILA) โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวให้เป็น Learning Passport ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบสะสมหน่วยกิต มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ สามารถเทียบโอนเพื่อศึกษาต่อได้ ในระดับต่างๆ อาทิ ระดับอุดมศึกษา โดยความร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษา พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้สมัครงานได้ทันที เนื่องจากข้อมูลสมรรถนะจะได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นโปรไฟล์ยืนยันทักษะกับสถานประกอบการ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Mobile School (กสศ.) หรือ EWE platform (สคช.) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere, Anytime)” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

นอกจากนี้ ในที่ประชุม ยังมีการยกตัวอย่างจังหวัดที่ดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา เช่น จ.บุรีรัมย์ ดำเนินงานโดยสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จ.บุรีรัมย์ ผ่านโครงการ BURIRAM ZERO DROPOUT (BZDM) เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้ตัวเลขเด็กหลุดระบบกลายเป็นศูนย์ ผ่านกลไกการทำงาน 4 แนวทางหลักคือ 1.ป้องกัน 2.แก้ไข 3.ส่งต่อ และ 4.ติดตามดูแล เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวน 17,401 คน (ช่วงอายุ 3-18 ปี) ขณะเดียวกัน ยังผนึกกำลังภาคีเครือข่าย “ค้นหาและติดตามเชิงรุก” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับเครือข่ายในท้องถิ่น ทั้งผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เพื่อสำรวจข้อมูลเชิงลึกถึงสภาพความเป็นอยู่และสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน ปัจจัยพื้นฐาน การดูแลสุขภาพ และการแนะแนวอาชีพตามสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล

ขณะที่ จ.สงขลา โดยคณะกรรมการจังหวัด และคณะกรรมการตำบล ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Thailand Zero Dropout หรือ “สงขลาโมเดล 2569” โดยเป็นการประสานพลังร่วมกันระหว่างสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สมาคมอาสาสร้างสุข และ กสศ. ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการดึงเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบที่ยืดหยุ่นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยใช้กลไกการทำงานบูรณาการผ่านคณะกรรมการระดับอำเภอทั้ง 16 อำเภอ และคณะกรรมการปฏิบัติการระดับตำบล 127 แห่ง เพื่อการเข้าถึงและติดตามเด็กอย่างใกล้ชิด หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือยุทธศาสตร์ “ค้นหา-ช่วยเหลือ-ดูแล-ส่งต่อ” ซึ่งปรากฏผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมผ่าน “สทิงพระโมเดล” พื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการนำเด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความสำเร็จนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนแนวคิด “เปลี่ยนชุมชนให้เป็นห้องเรียน” ผ่านการจัดการเรียนรู้ 3 ฐาน ได้แก่ วิชาชีวิต วิชาการ และวิชาอาชีพ เพื่อให้บทเรียนตอบโจทย์วิถีชีวิตจริงและสร้างรายได้ได้จริง เช่น การเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำน้ำตาลโตนด และศิลปะการแสดงโนราห์ นอกจากนี้ จังหวัดยังขยายผลผ่านนโยบาย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนปรับตัวสู่การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รองรับความหลากหลายของผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับ จ.พิษณุโลก โดยความร่วมมือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ศธจ.พิษณุโลก สมาคมสุขปัญญา และ กสศ. ที่สามารถติดตามเด็กตามรายชื่อ TZD ได้แล้วถึง 7,178 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 99.61 ผ่านกลไกการทำงานที่เน้นความยืดหยุ่นและการบูรณาการทุกภาคส่วน เช่น มาตรการ กลไก “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” เพื่อปรับการเรียนการสอนในสถานศึกษาให้ตอบสนองปัญหาของเด็กรายบุคคล ช่วยป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากระบบ และ One Stop Serviceในการรับเรื่อง ช่วยเหลือ และส่งต่อเด็กอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ TZD ยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนและอุดช่องโหว่ของระบบ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่
1.เชื่อมโยงข้อมูลสิทธิสวัสดิการข้ามกระทรวง: บูรณาการข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อออกแบบแผนช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล (Case Management)

2.ขยายเป้าหมายคุ้มครองกลุ่มเปราะบางซ่อนเร้น: พัฒนาฐานข้อมูลกลุ่มที่ยังไม่มีระบบรองรับ เช่น เยาวชนในกระบวนการยุติธรรม แรงงานนอกระบบ และโดยเฉพาะเด็กในศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิเงินอุดหนุน นม และอาหารกลางวัน
3.ดูแลกลุ่ม ‘Crisis PLUS’ (หลุดระบบชั่วคราว): ป้องกันเด็กและเยาวชนที่เผชิญวิกฤตอุทกภัย (เช่น น้ำท่วมขังภาคกลาง, น้ำท่วมฉับพลันภาคใต้) โรคระบาด หรือภัยสงคราม ไม่ให้กลายเป็นกลุ่มที่หลุดออกจากระบบอย่างถาวร
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูยกย่องเกียรติหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ Thailand Zero Dropout เข้าสู่ปีที่ 3 อย่างเข้มแข็ง ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ในปี 2569 มีการมอบรางวัล Prime Minister TZD+ Awards ซึ่งเป็นโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบให้แก่หน่วยงานต้นแบบที่มีผลงานโดดเด่นในการสร้างตาข่ายรองรับเด็กไทย ไม่ให้มีใครต้องร่วงหล่นจากระบบการศึกษาอีกต่อไป

