หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา งานวิจัยจุฬาฯ...

งานวิจัยจุฬาฯฟันธง “ยุบ” องค์การค้า เสี่ยงล้มละลายสูง-ไม่อาจฟื้นฟูกิจการได้

2.03.16 | 12:12 น.
ธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

แหล่งข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้ทำบันทึกข้อความ ที่ ศธ. 5203.2/21 ประทับตราด่วนที่สุด ถึงนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เรื่องรายงานผลการดำเนินงานโครงการศึกษาทิศทางการดำเนินงานที่เหมาะสมสำหรับองค์การค้าของ สกสค.ซึ่งโดยสรุปเห็นควรให้ยุบเลิกองค์การค้าของ สกสค.

แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวว่า ทั้งนี้ ใจความในบันทึกดังกล่าวระบุว่า ตามมติคณะกรรมการ สกสค.ในการประชุมครั้งที่ 9/2558 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2558 ให้ สกสค.จัดหาสถาบันทางการศึกษาเพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมสำหรับการบริหารกิจการขององค์การค้า ทั้งการฟื้นฟู และพัฒนา หรือยุบเลิกกิจการ สกสค.ได้ดำเนินการจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาทิศทางการดำเนินงานที่เหมาะสมขององค์การค้า เพื่อให้ทราบถึงปัญหา สภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน ศักยภาพ ขีดความสามารถ ความสำคัญ และประโยชน์ที่มีต่อสังคม เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาขององค์การค้า ว่าควรยุบเลิกกิจการ หรือดำเนินการต่อไป บัดนี้ ศูนย์บริการวิชาการฯ ได้รายงานผลการดำเนินงานแล้ว และคณะกรรมการตรวจรับผลการดำเนินโครงการเรียบร้อยแล้ว

“ในบทสรุปผู้บริหารระบุว่า แบ่งการศึกษาใน 2 ส่วนที่สำคัญ ดังนี้ 1.การวิเคราะห์การดำเนินงานขององค์การค้าตามกรอบวัตถุประสงค์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ และ 2.การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์การค้า โดยผลการศึกษาในส่วนแรกพบว่า การดำเนินงานขององค์การค้ามี 2 ลักษณะ คือ ทำตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนด และทำนอกขอบที่วัตถุประสงค์กำหนด ซึ่งในส่วนที่กระทำนอกขอบวัตถุประสงค์นี้ มีทั้งเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ ตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 และนอกขอบอำนาจของคณะกรรมการ สกสค.โดยเมื่อวิเคราะห์ตามทฤษฎีอันเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐ แล้วพบว่าการกระทำการของหน่วยงานของรัฐที่ปราศจากอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ จำเป็นต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยเพิ่มขอบอำนาจ หรือลดการกระทำให้อยู่ในอำนาจ หรือยกเลิกการกระทำทั้งหมด และแปรสภาพเป็นการดำเนินการในสถานะอื่น”แหล่งข่าวคนเดิมกล่าว

แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวอีกว่า ผลการวิเคราะห์ในส่วนที่ 2 พบว่า จากการวิเคราะห์ตามตัวแบบการวิเคราะห์หน้าที่ ผลการประกอบการขององค์การค้า มีแนวโน้มล้มละลาย และไม่อาจฟื้นฟูกิจการได้ จากผลการวิเคราะห์ค่า Z-Score ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงการล้มละลาย ของปี 2556 และ 2557 เท่ากับ -2.012 และ -2.156 ตามลำดับ ซึ่งมีค่าต่ำกว่า 1.8 อันเป็นคำที่บ่งชี้ว่ากิจการมีแนวโน้มที่จะล้มละลาย และดัชนีอื่นที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ว่ากิจการไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ มีความเสี่ยงในการล้มละลายค่อนข้างสูงในปี 2556 และสูงขึ้นในปี 2557 อีกทั้ง ประเด็นจุดด้อยด้านต่างๆ ด้านการผลิต การขาย ด้านการบริหารบุคลากร และโครงสร้างองค์กรที่ยากในการปรับปรุงแก้ไขให้มีผลการดำเนินงานที่มั่นคง โดยมีการจำลองสถานภาพกับปรับปรุงฟื้นฟูด้านต่างๆ ทั้งกรณีสถานการณ์ดี ปานกลาง และสถานการณ์ที่ด้อย

“จากผลการวิเคราะห์ทั้ง 2 ส่วน ผู้วิจัยได้พิจารณาจากข้อมูลที่ปรากฎ ประกอบกับข้อกฎหมาย รวมถึง การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เห็นควรให้มีการยุบเลิกองค์การค้า ซึ่งได้เสนอแนวทางในการดำเนินการเพื่อยุบเลิกในรายงานทิศทางการดำเนินงาน ในการนี้ สกสค.เห็นควรนำเสนอคณะกรรมการ สกสค.เพื่อโปรดทราบผลการศึกษา และพิจารณาต่อไป”แหล่งข่าวกล่าว

Advertisement