‘สพฐ.’ ถกบิ๊กเขตพื้นที่ฯ ยกเครื่องงานบุคคลปรับเกณฑ์สอบครู-ผอ.เขตใหม่ กำชับร.ร.ขนาดใหญ่เก็บ เงินบำรุงการศึกษา โปร่งใส
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่มหาวิทยาลัยพะเยา จ.พะเยา นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 245 เขต ว่า การประชุมครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ได้แบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหลายประเด็น เรื่องแรก คือ การสร้างโอกาสและคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก กว่า 15,000 โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีความสำคัญ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ จึงขอให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ไปพูดคุยกันว่า จะมีวิธีการบริหารจัดการอย่างไร ทั้งเรื่องคน งบประมาณ รวมถึงเรื่องงานวิชาการ และการบริหารงานทั่วไปให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เด็กได้รับการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ และได้รับโอกาสทางการศึกษามากที่สุด เรื่องใดที่ต้องเสนอสพฐ. หรือรัฐมนตรีว่าการศธ. พิจารณา เพื่อเข้าสู่ที่ประชุมครม. ก็ขอให้ดำเนินการ โดยเรื่องนี้อาจจะนำมาใช้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการทำงานของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ด้วย

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบมติที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ. ) ซึ่งนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เห็นว่า หลักเกณฑ์ การคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้ช่วย ใช้มาระยะหนึ่งแล้วเห็นควรต้องปรับปรุงให้เหมาะสม ดังนั้น ที่ผ่านมา ตนจึงได้หารือเรื่องดังกล่าว กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยในส่วนการคัดเลือกผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เบื้องต้น ซึ่งอยากได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้ามาทำหน้าที่ ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการสอบ ภาค ก เป็นการประเมินความรู้ความสามารถทั่วไปและเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวกับการบริหารงาน ภาค ข การประเมินความสามารถทางการบริหาร โดยเน้นการตรวจสอบ ประวัติและประสบการณ์ทางการบริหาร และ ผลงานที่ประสบความสำเร็จ และภาค ค การสัมภาษณ์ วิสัยทัศน์ และตรวจสอบผลงานในอดีต โดยในส่วนของภาคก กำหนดให้สอบผ่าน 60 % จึงจะมีสิทธิเข้าสอบภาค ข ส่งผลให้ผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดี แต่ไม่มีเวลาเตรียมความพร้อม อาจไม่ผ่านเข้าสู่การสอบภาค ข ดังนั้น จึงจะเสนอให้นำผลงาน การทำงานที่จะใช้ในการประเมินภาค ค มาใช้ประกอบการพิจารณาในภาค ก ด้วย ตรงนี้เป็นข้อสรุปเบื้องต้น ส่วนใครจะมีสิทธิสอบบ้าง ต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้สามารถคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มาเป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ให้ขับเคลื่อนโรงเรียนทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ส่วนการสอบครูผู้ช่วย สพฐ. มองว่าการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย รอบทั่วไป(ว14) และการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษการสอบ หรือ ว16 ควรจะมีความแตกต่างกัน และมีข้อเสนอว่า ควรต้องมีการทบทวน ว16 โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้าง ที่ทำงานในโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะสอบไม่ผ่าน โดยต่อไปจะให้นำผลงานมามีส่วนในการพิจารณาโดยให้มีคะแนนสอบ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และเมื่อรวมกับคะแนนผลงาน แล้ว จะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ซึ่งจะต้องเสนอให้ที่ประชุมก.ค.ศ. พิจารณาต่อไป

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังหารือ รางวัลที่จะนำมาใช้ในการพิจารณา ว13 หรือหลักเกณฑ์การขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ สำหรับครูที่มีผลงานดีเด่น ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ (วิทยฐานะเชิงประจักษ์) ซึ่ง ในส่วนสพฐ. เสนอความเห็นไปจะต้องเป็นผลงานหรือกิจกรรมต่างๆ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาการศึกษาในหน้าที่ไม่เน้นผลงานประกวดแข่งขัย ซึ่งสพฐ. มีรางวัลที่เข้าตามหลักเกณฑ์อยู่แล้วที่จะเสนอไปให้ก.ค.ศ.พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
นอกจากนี้ ยังย้ำเรื่องการเดินหน้านโยบายการสร้างศูนย์บ้านพักครูและการซ่อมแซมบ้านพักครู ที่ต้องตรวจสอบสภาพให้ตรงตามความเป็นจริง เพื่อเสนอครม.พิจารณาเป็นงบผูกพันต่อเนื่อง รวมถึงขอให้หารือ เรื่องการพัฒนาบุคลากร ทำอย่างไรครู และผู้บริหารจึงจะมีโอกาสพัฒนาตัวเอง โดยได้หารือ เลขาธิการก.ค.ศ. แล้ว ว่าอยากมีงบประมาณส่วนหนึ่งให้ทุนครูได้เรียนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้มีคนดีคนเก่งในระบบมากขึ้น ขณะที่การทำงานจะเน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การทำงาน
“การบริหารงานบุคคลอะไรที่ปรับเปลี่ยน ได้จะต้องปรับเปลี่ยน โดยที่ผ่านมา สพฐ.ขออัตรากำลังไป 17,000 หมื่นอัตรา แต่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ(คปร. )อนุมัติเพียง 7,000 อัตรา และให้บริหารจัดการ ให้สำเร็จภายใน 4 เดือน ซึ่งขอฝากให้เขตพื้นที่ฯ บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ยังย้ำ เรื่องการป้องกันทุจริต การโยกย้าย ไม่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ ดังนั้นผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ต้องดูแล การโยกย้าย ว18/2565 หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น ให้มีความโปร่งใส สพฐ. มั่นใจในการตัดสินใจของคณะอนุกรรมการอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ว่าจะสามารถพิจารณาได้อย่างเหมาะสม”นายพิเชฐ กล่าว

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังย้ำเรื่องการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งแต่ละวันมีเด็กประสบอุบัติเหตุจำนวนมาก ทั้งถูกรถชน ถูกไฟฟ้าช็อต หรือจมน้ำเสียชีวิต ดังนั้น จึงอยากให้ไปดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ โดยอาจจะต้องมีการเพิ่มทักษะชีวิต ให้กับเด็ก รวมถึงขอให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ หารือ กรณีการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีข้อท้วงติงมาจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามระเบียบ โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีการเก็บเงินบำรุงการศึกษา โดยได้ย้ำผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ให้ตรวจสอบการรับเงิน เช่น การรับเงิน มีใบเสร็จหรือไม่ ตรงนี้เป็นระเบียบพื้นฐาน ที่ต้องดำเนินการให้มีความโปร่งใส


