หมายเหตุ – มติชน สัมภาษณ์พิเศษ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ถึงนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนการทำงานของ สกร. ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 และภาพรวมการดำเนินงานของ สกร.
⦁นโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อน สกร.
“เข้ามารับตำแหน่งอธิบดี สกร.อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2568 แต่ก่อนหน้านั้นได้ศึกษางานของ สกร.มาอย่างละเอียด โดยคัมภีร์สำคัญคือ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ที่เปรียบเหมือนเข็มทิศในการกำหนดนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนงานของ สกร. ทั้งนี้ ความต่างคือ นักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นเด็กในระบบ ที่สามารถดูแลการจัดการศึกษาได้อย่างครอบคลุม แต่เด็กของ สกร. มีกลุ่มเป้าหมายที่กว้างรวมทุกช่วงวัย ทำให้มีแนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ทั้งการเรียนรู้ทางคุณวุฒิตามระดับ การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งต้องตอบโจทย์และพัฒนาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งหมดนี้ เป็นโจทย์ใหญ่ ที่ต้องเร่งดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ฯ บอกรายละเอียดไว้ชัดเจน ว่า การปรับเปลี่ยน จาก สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มาเป็น สกร. ต้องร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยในตอนเข้ารับตำแหน่งได้กำหนดหลักการของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ไว้ชัดเจนว่า สกร.สร้างคนฉลาดเรียนรู้เท่าทันพัฒนาการของโลก และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข” หลักการนี้สะท้อนว่าการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงเรื่องของวัยเรียน แต่เป็นสิทธิและความจำเป็นของประชาชน ทุกคน ทุกช่วงวัย”
“ดังนั้นเราต้องล้างภาพการทำงานแบบเดิมของ กศน. และปรับวิธีคิดของบุคลากร สกร.ทุกคนให้ชัดเจนว่า ภารกิจของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนการศึกษานอกระบบไม่กี่ล้านคนอีกต่อไป แต่ต่อจากนี้ สกร.ต้องทำหน้าที่จัดการเรียนรู้ให้กับประชาชนทั้งประเทศ เพราะทุกคนทุกช่วงวัย ล้วนต้องการการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นคนในวัยเรียนหรือผู้ที่พ้นวัยเรียนแล้ว โดย สกร.เดินหน้าจัดการเรียนรู้สามรูปแบบตาม ที่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ เป้าหมายสูงสุด คือการทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นจริงในทุกครัวเรือน ทุกชุมชน และทุกช่วงวัยของประชาชนไทย พร้อมเดินหน้าสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง เชื่อมโยงทุกภาคส่วน และทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางการขับเคลื่อนให้ สกร.จะอยู่ในใจของประชาชนทุกครัวเรือน”
⦁มีข้อจำกัดในการบริหารจัดการ การทำงานหรือไม่?
“ข้อจำกัดของ สกร.มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ เรื่องบุคลากร ที่มีอยู่เพียง 20,000 คนทั่วประเทศ และงบประมาณ ซึ่งยังจัดสรรตามรายหัว ขณะที่เนื้องานต้องดูแลการจัดการศึกษาของประชาชนทั้งประเทศ ถือเป็นข้อจำกัด ที่ต้องเตรียมพร้อมรองรับการประเมินการเปลี่ยนสถานะ จาก กศน. เดิมมาเป็น สกร. ในปีที่ 3 โดยต้องมีการจัดทำโครงสร้าง กรอบอัตรากำลังที่รองรับภารกิจ และงบประมาณที่จะเสนอขอเพิ่มเติมอย่างมีเหตุผล เพื่อให้สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ”
⦁ตลอด 4 เดือนที่เข้ารับตำแหน่งพบว่าสิ่งใดที่ต้องปรับปรุง สิ่งใดที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง?
“ตอนนี้สิ่งที่ไม่กังวลคือ การจัดการศึกษาทางคุณวุฒิตามระดับ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องจาก กศน.เดิม แต่สิ่งที่ยังห่วงคือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาตนเอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประชาชนไทยในโลกยุคใหม่ ดังนั้นการบริหารงานจึงได้กำหนด 6 ทิศทางการขับเคลื่อนที่ชัดเจน เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ประชาชนทั้งประเทศ ได้แก่ การบูรณาการภารกิจเดิมเข้ากับภารกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง, การเสริมพลังภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน, การจัดการเรียนรู้หลักการ Learn to Earn, และการบริหารจัดการเชิงธุรกิจในครัวเรือน, การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างกำลังคนให้สอดคล้องกับภารกิจของ สกร.อย่างแท้จริง”
“ในช่วงสี่เดือนแรกที่เข้ารับตำแหน่ง สิ่งที่เห็นว่าต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังคือการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการในเชิงรายบุคคลผ่านแผน ID Plan เพื่อให้บุคลากรทุกคนมีสมรรถนะที่สอดคล้องกับภารกิจใหม่ของ สกร.และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องก็มีหลายด้าน ทั้ง การขับเคลื่อนภารกิจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ฯ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การเร่งปรับปรุงอัตรากำลังเพื่อรองรับโครงสร้างใหม่ การเดินหน้าตามจุดเน้นที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง เพื่อให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลงและสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์จริง การเพิ่มศักยภาพศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพของ สกร.”
⦁การพัฒนาศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือท้องฟ้าจำลอง?
“ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการ ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งตามภารกิจท้องฟ้าจำลอง ไม่ได้ดูแลเฉพาะเรื่องวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือไอซีที เฉพาะเด็กมัธยมปลายเท่านั้น แต่เราตั้งเป้ายกระดับ ให้กลายไปเป็นศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัย ที่เป็นโมเดลตัวแทนภารกิจทั่วประเทศ ดังนั้นที่ผ่านมา จึงจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น งาน “Sweet Heritage – สืบสานตำนานขนมไทย” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้คุณค่า อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาไทย ผ่านขนมไทยโบราณและขนมพื้นถิ่นจากทั้ง 77 จังหวัด และปลายเดือนมีนาคมนี้จะร่วมกับMokichi Okada Association – MOA เปิดเฮลธ์มาร์เก็ต หรือตลาดสุขภาพ นำวิถีชุมชน ที่นำเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวทางดำรงชีวิตแก่พสกนิกรไทย ทั้งการปลูกผักปลอดสารพิษ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ฯลฯ กิจกรรมทั้งหมดนี้ เพื่อให้ท้องฟ้าจำลอง เป็นโมเดลของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้
อีกเรื่องที่ยังอยากทำคือ การสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากร โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสำรวจ แยกประเภท บทบาท และภาระหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง เพื่อดูเส้นทางความก้าวหน้า เช่น จากพนักงานราชการ หากต้องการเป็นข้าราชการต้องดำเนินการอย่างไร โดยจะเริ่มจากส่วนกลาง และกระจายไปยังศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศ”
⦁ความคืบหน้าการสอบเทียบวัดระดับความรู้?
“การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเองได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระ ทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง และยังเป็นการสร้างเส้นทาง Fast Track สำหรับผู้ที่พร้อมก้าวสู่การศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา หรือใช้วุฒิการศึกษาเพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพ การสอบเทียบครั้งนี้จัดทำขึ้นโดยอิงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเดียวกันกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และใช้ระบบ Digital Testing ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ซึ่งเป็นสถาบันกลางที่ มีมาตรฐานระดับประเทศ จึงมั่นใจได้ว่า ผู้ที่ผ่านการสอบเทียบจะมีคุณภาพความรู้ไม่ต่างจากผู้ที่เรียนในระบบปกติ
สำหรับในปี 2569 เรามุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยจัดสอบใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และเปิดให้เลือกแผนการสอบทั้งแผนทั่วไปและแผนวิทย์-คณิต หลังผ่านการสอบ ผู้เข้าสอบยังต้องเข้าร่วมสัมมนาวิชาการเพื่อประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้วุฒิการศึกษาที่ได้รับมีความสมบูรณ์ทั้งด้านวิชาการและคุณภาพผู้เรียน สำหรับปีนี้ กำหนดจัดสอบทั้งหมด 6 ครั้ง เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 และต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคม 2570 โดยตั้งเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 10,000 คน คาดว่าจะมีทั้งนักเรียนที่มีความสามารถโดดเด่น นักศึกษา และประชาชนทั่วไปสนใจสมัครเข้ารับการสอบเทียบเป็นจำนวนมาก สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครสอบได้ที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองทุกจังหวัด
⦁แนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต?
“สกร.ดำเนินงานโดยคำนึงถึงความหลากหลายและความต้องการของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง เท่าเทียมและเป็นธรรม เราได้วางระบบการจัดการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประชาชนสามารถพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่อง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ สำหรับผู้ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาแต่ต้องการมีวุฒิทางการศึกษา
ทั้งหมดมีการเชื่อมโยงกันโดยมีระบบเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ที่เชื่อมโยงเข้าสู่ธนาคารหน่วยกิต หรือเครดิตแบงก์ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำศักยภาพที่มีอยู่มาต่อยอดสู่การเรียนรู้ที่สูงขึ้นได้อย่างยืดหยุ่นและเป็นธรรม นอกจากนี้ สกร.ยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอ เข้ามาช่วยในการ จัดการเรียนรู้ โดยกำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม DOLEdemy ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ดิจิทัล ที่เข้าถึงได้ง่าย ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อพัฒนาทักษะเดิมและเพิ่มทักษะใหม่ให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย
การดำเนินงานนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การสอบเทียบวัดระดับความรู้ หรือการพัฒนาทักษะอาชีพในรูปแบบ Learn to Earn เป้าหมายสูงสุด คือ การทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องของทุกคน ทุกครัวเรือน และทุกช่วงวัย กรมส่งเสริมการเรียนรู้พร้อมเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง
⦁ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งมีเรื่องอะไรหนักใจหรือไม่?
“ก่อนที่เข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ยอมรับว่ามีความหนักใจบ้าง เพราะถือเป็นงานใหม่ แต่พอมาเจอกับบุคลากรซึ่งเป็นนักปฏิบัติ ก็คลายกังวล เพราะทุกคนทำงานเกิน 100% ทำให้ตอนนี้ไม่มีเรื่องหนักใจแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องแก้ข้อจำกัดที่มีมาแต่ดั้งเดิม กับการเดินหน้าภารกิจตาม พ.ร.บ.ใหม่ ที่ต้องเร่งรัดให้แล้วเสร็จ คือการจัดการเรียนรู้ให้กับประชาชนทุกคน ทุกช่วงวัย แต่ด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นของบุคลากรทุกคน เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ตลอดระยะเวลา 120 วัน หรือ 4 เดือน สกร.สามารถขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทุกภารกิจดำเนินไปด้วยความตั้งใจจริง เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ประชาชนเข้าถึงได้ และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริงในฐานะกรมส่งเสริมการเรียนรู้”
⦁มีเรื่องใดที่เตรียมเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณา?
“สิ่งที่เราจะนำเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณา คือ งานตามภารกิจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ และตาม จุดเน้นที่กรมฯ ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี 2569 ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอด ชีวิต การใช้ มาตรฐานศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับตำบล (ศกร.ตำบล) ให้เป็นรูปธรรม ชัดเจน มีระบบเทียบโอนหน่วยกิต หรือเครดิตแบงก์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อรับช่วงต่อดูแลเด็กที่หลุดจากระบบปกติ (Thailand Zero Dropout) ให้กลับมามีวุฒิการศึกษาและทักษะอาชีพได้ทันที การสอบเทียบวัดระดับความรู้ เพิ่มหลักสูตรระยะสั้นที่ตอบโจทย์ การทำมาหากินในพื้นที่เช่น หลักสูตร Smart Farming เบื้องต้น การแปรรูปสินค้าเกษตร การเป็นไกด์ท้องถิ่น หรืองานบริการ เพื่อผลิตกำลังคนป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชุมชนได้ทันที การพัฒนาบุคลากร และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ของประชาชนทุกคน ทุกช่วงวัย
อย่างไรก็ตาม เราต้องรอรับนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านใหม่ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาล แต่ไม่ว่านโยบายจะเป็นอย่างไรกรมส่งเสริมการเรียนรู้พร้อมขับเคลื่อนทุกภารกิจอย่างเต็มกำลัง ด้วยความร่วมมือของบุคลากรและภาคีเครือข่าย

