จุฬาฯ – มหิดล จัดพิธีมอบเกียรติบัตรโครงการพันธกิจเพื่อสังคมคติชนน่าน และแถลงความร่วมมือทางวิชาการวิชาศึกษาทั่วไปด้านพันธกิจเพื่อสังคมเรียนร่วมสามสถาบัน
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ ห้องประชุม 101 อาคารประชุมสุข อาชวอำรุง คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ นิสิตจุฬาฯ และนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลจำนวน 40 คนที่ผ่านการเรียนวิชา “ชุมชนสัมพันธ์และความยั่งยืนทางวัฒนธรรม” และวิชา “ชุมชนศึกษาเพื่อความยั่งยืน” รายวิชาศึกษาทั่วไปในภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2568 ในโครงการความร่วมมือพันธกิจเพื่อสังคม : คติชนน่าน ได้เข้ารับมอบเกียรติบัตรจากอธิการบดีจุฬาฯ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจจากโครงการความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดลในด้านพันธกิจเพื่อสังคม โดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ มอบเกียรติบัตรให้นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล และ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลมอบเกียรติบัตรให้นิสิตจุฬาฯ โดยมี รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดี จุฬาฯ เป็นผู้กล่าวรายงาน
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ขับเคลื่อนงานวิจัย “คติชนน่าน” ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 โดยได้นำองค์ความรู้จากการวิจัยมาพัฒนาเป็นรายวิชาศึกษาทั่วไปใหม่ด้านพันธกิจเพื่อสังคม โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้พัฒนาวิชาชุมชนสัมพันธ์และความยั่งยืนทางวัฒนธรรม (0294475) รับนิสิตจำนวน 20 คน และมหาวิทยาลัยมหิดลได้พัฒนารายวิชาชุมชนศึกษาเพื่อความยั่งยืน (MUGE110) รับนักศึกษาจำนวน 20 คน ซึ่งทั้งสองรายวิชานี้มุ่งจัดการศึกษาแบบการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (experiential learning) โดยกำหนดการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนามในพื้นที่ชุมชนคลองมหาสวัสดิ์ จังหวัดนครปฐม และ อ.บ่อเกลือ และ อ.นาน้อย จ.น่าน โดยมีระยะเวลาการเรียนรู้แบบโมดูลระหว่างวันที่ 10 มกราคม – 10 มีนาคม 2569 ทั้งนี้นิสิตนักศึกษาได้ร่วมกันจัดนิทรรศการ และนำเสนอผลงานการศึกษาจากการลงชุมชนเพื่อผลิตนวัตกรรมทางสังคม และได้เข้าร่วมพิธีมอบเกียรติบัตร รุ่นที่ 1

ทั้งนี้ในรุ่นที่ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดลได้ขยายความร่วมมือการจัดการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไปด้านพันธกิจเพื่อสังคม ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการไตรภาคี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด MC2 เพื่อสังคมไทยที่เติบโต โปร่งใส และยั่งยืน โดยคาดว่าจะเริ่มจัดการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไปด้านพันธกิจเพื่อสังคมเรียนร่วมสามสถาบันในปีการศึกษา 2569 ต่อไป
การพัฒนารายวิชาศึกษาทั่วไปด้านพันธกิจเพื่อสังคม มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เติบโตรอบทิศมีนิสิตเป็นศูนย์กลาง ของ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ CHULA Social Engagement ของ รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดี ซึ่งเชื่อมโยงพันธกิจเพื่อสังคมกับพันธกิจการจัดการเรียนการสอนของสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้รายวิชาชุมชนสัมพันธ์และความยั่งยืนทางวัฒนธรรม ริเริ่มและจัดการเรียนการสอนโดย ผศ.ดร.ธนสิน ชุตินธรานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านพันธกิจเพื่อสังคม ผศ.ดร.ดวงกมล บางชวด ผศ.ดร.อุบลวรรณ หงษ์วิทยากร และ อ.ดร.สิริน ฉกามานนท์ โดยได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์และนักวิจัยจากคณะอักษรศาสตร์ คณะครุศาสตร์ สถาบันวิจัยสังคม สถาบันไทยศึกษา ศูนย์ศึกษาทั่วไป และศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการจัดการเรียนการสอนรุ่นที่ 1 ให้สำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า วิชาศึกษาทั่วไปในโครงการความร่วมมือพันธกิจเพื่อสังคม “คติชนน่าน” ที่นิสิตจุฬาฯ และนักศึกษามหิดลได้เรียนนี้ นิสิตนักศึกษาได้ลงพื้นที่จริงและเห็นแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และยกระดับเศรษฐกิจในชุมชน นับเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจของนิสิตนักศึกษาทั้งสองสถาบัน และเพิ่มเป็นสามสถาบันในอนาคต ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้แบบข้ามสถาบัน ข้ามภูมิภาคแล้ว ยังเป็นการเรียนรู้ที่จะก่อให้เกิดสายสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งของการทำงานในโลกปัจจุบันและอนาคต การที่นิสิตนักศึกษาได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาชุมชน นับเป็นมิติใหม่ในการพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม
ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงพันธกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยว่า “มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งหวังที่จะปลูกฝังให้นิสิตนักศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของชุมชน โดยส่งเสริมให้มีโอกาสออกไปสัมผัสสภาพสังคมในชนบท ศึกษาศิลปวัฒนธรรม และความเชื่อที่หลากหลายในท้องถิ่น เพื่อให้เห็นถึงประโยชน์ของมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านั้น นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อของคนชนบท และสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ที่สำคัญคือการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์อันดีระหว่างนิสิตและอาจารย์ของทั้งสองมหาวิทยาลัย”


