เมื่อวันที่ 20 มีนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ในฐานะประธานอนุกรรมการบูรณาการการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแนวทาง Thailand Zero Dropout PLUS พ.ศ. 2569 ว่า คนไทยตื่นตัวกันตัวเลขเด็กกว่าล้านคนที่หลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งในขณะนั้น ตนรับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) ล่าสุดพบว่า จำนวนเด็กนอกระบบลดลง เหลือเพียง 600,000 คน

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศนโยบาย “Thailand Zero Dropout” เพื่อแก้ไขปัญหา “เด็กหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์” ซึ่งข้าราชการที่ต้องนำนโยบายไปขับเคลื่อนแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการเมือง หรือเหตุการณ์จากปัจจัยภายนอก สถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติ สงคราม สภาพเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น จึงเป็นที่มาของการยกระดับนโยบาย “Thailand Zero Dropout PLUS” ที่การดูแลเรื่องนี้จะต้องเข้มข้นขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า โดยศธจ. ร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการดูแลเรื่องการศึกษา ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาสุขภาวะทางจิต จนมีแนวทางจัดการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นหลากหลาย รองรับเด็กที่มีความต้องการและเงื่อนไขที่แตกต่าง เช่น ปรับเป็นรูปแบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ “on-site on-hand on-demand” หรือเด็กที่เข้าสู่ภาคการทำงานแล้วอาจต้องมีกลไก Learn to Earn ส่งเสริมให้นำประสบการณ์ที่มีเทียบโอนเป็นหน่วยกิตเพื่อมีวุตการศึกษาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง และยังมี Learning PLUS รวมถึงการขับเคลื่อนธนาคารหน่วยกิตอย่างต่อเนื่อง
นโยบายใหญ่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะแถลงในเร็ว ๆ นี้ ยังคงมีเรื่องของการศึกษาที่ยืดหยุ่น สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายปฏิบัติทำงานง่ายขึ้น ความร่วมมือในวันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะขับเคลื่อนในส่วนของภูมิภาค ศธ. มท. พม. จะร่วมมือกันตามหาเด็กที่ตกหล่นหลุดออกจากระบบให้สามารถกลับเข้ามาสู่ระบบ พบช่องทางต่อยอดศักยภาพของตัวเองในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
ทั้งนี้ จำนวนเด็กนอกระบบ จากกว่า 1 ล้านคนในปี 2566 ลดลงเหลือ 603,095 คนในปี 2568 นอกจากนี้ยังได้ขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (OBEC CARE) ให้ครอบคลุม 28,549 โรงเรียนทั่วประเทศ และต่อยอดนวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ไปยังสถานศึกษานำร่อง 927 แห่งใน 245 เขตพื้นที่การศึกษา

สำหรับการก้าวสู่ “Thailand Zero Dropout PLUS” พ.ศ. 2569 ศธ.จะเดินหน้านโยบายเชิงรุก โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด จะเป็นกลไกหลักและร่วมกับ มท.สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ระดับจังหวัด โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการเพื่อค้นหาและดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเกิน 1 ปี หรือไม่พบชื่อในระบบแจ้งเหตุเพื่อรับความช่วยเหลือด้านสังคมของ พม.
หัวใจสำคัญในปี 2569 คือการบูรณาการทำงานอย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ที่จะพาน้อง ๆ กลับมาสู่ระบบการศึกษา การเรียนรู้ การประกอบอาชีพ ที่มีความหลากหลาย ตรงตามความต้องการของแต่ละคนที่มีเงื่อนไขแตกต่างกัน ใช้ “การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Leaming) ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ การขยายผล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ที่จัดโดยภาคเอกชนและชุมชนการบูรณาการระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเทียบโอนประสบการณ์เป็นวุฒิการศึกษา และการขยายแพลตฟอร์ม “โรงเรียนมือถือ” (Mobile School) เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยงานเพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ยึดหยุ่น มีคุณภาพ และไม่ทิ้งเด็กไทยคนใดไว้ข้างหลัง

