‘สพฐ.-ก.ยุติธรรม’ ขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน ยกระดับความปลอดภัยในร.ร.
นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้หารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กองส่งเสริมการระงับข้อพิพาท สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยในสถานศึกษา และการแก้ไขปัญหาหนี้ครู ยกระดับให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักเรียน ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชนในสถานศึกษา การจัดทำแนวทางและมาตรการด้านความปลอดภัยในโรงเรียน และการช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาในประเด็นหนี้สินและการสร้างวินัยทางการเงิน
นางภัทรวรรณ กล่าวต่อว่า ประเด็นการขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชน ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการพัฒนาคู่มือการจัดการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชน 5 ช่วงชั้น ซึ่งพัฒนาบนฐานของตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และได้มีการนำไปทดลองใช้ใน 57 โรงเรียน ครอบคลุม 10 จังหวัดนำร่องและกรุงเทพฯ จากการติดตามผลเบื้องต้น พบว่า ครูและผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และมองว่าเป็นประเด็นที่จำเป็นต่อการพัฒนาผู้เรียนในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะในมิติของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การอยู่ร่วมกัน และการป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิในสถานศึกษา
“อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสะท้อนจากภาคสนามว่า การขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวต้องคำนึงถึงบริบทการทำงานจริงของครูและโรงเรียน โดยเฉพาะการออกแบบให้เป็นเครื่องมือช่วยครู ไม่ใช่ภาระเพิ่ม ทิศทางที่เหมาะสมในระยะนี้ คือ การบูรณาการเนื้อหาและกิจกรรมในรายวิชาหรือสาระการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และหน้าที่พลเมือง มากกว่าการผลักดันให้เป็นรายวิชาใหม่โดยทันที ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาคู่มือและสื่อสนับสนุนให้มีความกระชับ ใช้ง่าย และสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้จริงในห้องเรียน” รองเลขาธิการกพฐ. กล่าว
นางภัทรวรรณ กล่าวต่อว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานของก.ยุติธรรม ภายใต้ “มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569” ซึ่งมีครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ความสนใจเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ปัญหาหนี้ครูเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละราย จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกความร่วมมือหลายฝ่าย โดยเฉพาะการมีภาครัฐทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

