น.ท.สุมิตร สุวรรณ รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวถึงผลงานในรอบ 3 ปี ของ 3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ว่า ภาพรวมศธ.เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการศธ. 3 ปี 3 คน ซึ่งเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี นโยบายก็ต้องปรับตาม ทำให้ฝ่ายปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเฉพาะครูต้องคอยทำงานสนองนโยบายรัฐมนตรี ครูทิ้งห้องเรียนไปทำตามนโยบายรายวัน ทั้งโครงการโรงเรียนขยะ โครงการโรงเรียนประชารัฐ โครงการโรงเรียนคุณธรรม เป็นต้น ตนอยากให้รัฐมนตรีนำงานวิจัยด้านการศึกษาของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มาใช้ในการแก้ไขปัญหาดีกว่าตั้งทีมงานเพื่อศึกษาใหม่ เท่าที่ดูหลายครั้งนโยบายบิดเบี้ยว ทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสามารถสอบเป็นครูผู้ช่วยได้ ทำให้ผู้ที่เรียนหลักสูตรครู 5 ปี เสียเปรียบ ขณะที่การปฏิรูปการศึกษายังย่ำอยู่กับที่ซึ่งความจริงแล้วควรเร่งปฏิรูปเรื่องการจัดการเรียนการสอนและปฏิรูปครู แต่ศธ.กลับยุ่งอยู่กับโครงสร้าง
“ถ้าให้คะแนนรัฐมนตรีว่าการศธ.ทั้ง 3 คนในยุครัฐบาลคสช. ผมให้ 5 คะแนนเต็ม 10 เพราะยังมีข้อดีเรื่องการขอใช้อำนาจหัวหน้าคสช. ตามมาตรา 44 ในการแก้ปัญหาทุจริต ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนเรื่องอื่น ยังไม่เห็นผลงานมากนัก เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย ส่วนนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการศธ. ผมให้สอบตก เพราะนโยบายหลายอย่างไม่ถูกทาง เช่น โครงการโรงเรียนไอซียู ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ขณะที่รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. 2 คน ผมยังไม่เห็นบทบาท จึงไม่ขอวิจารณ์” น.ท.สุมิตร กล่าวและว่า ส่วนตัวอยากให้รัฐบาลฟังความเห็นให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ออกมาตอบโต้แรงๆ ซึ่งไม่เป็นผลดี
นางประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า ภาพรวมการทำงาน 3 ปี 3 รัฐมนตรีว่าการศธ. ตนให้ 5 คะแนนเต็ม 10 โดยผู้ที่มีผลงานโดดเด่นมากที่สุดคือพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการศธ. ส่วนนพ.ธีระเกียรติ ตนให้ 3 คะแนน เพราะนโยบายหลายอย่างยังไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ ขณะที่การทำงานในภาพรวมของ 3 รัฐมนตรีว่าการศธ. มีความคิดเร็ว ตั้งใจจริง เห็นถึงความพยายามและกระตือรือร้นในการทำงาน และดูเหมือนว่าพยายามรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่ก็แค่รับฟัง ไม่ได้นำไปปฏิบัติจริง อีกทั้งนโยบายหลายอย่างยังกระทบต่อวิชาชีพครู เช่น การเปิดกว้างให้ผู้ที่ไม่ใบอนุญาตฯ สามารถสอบเป็นครูผู้ช่วยได้ ส่วนการปฏิรูปการศึกษา เห็นถึงความพยายาม แต่ยังไม่มีเรื่องใดเห็นผลเป็นรูปธรรม อีกทั้งเท่าที่ดูหลายเรื่องยังสวนทางกับฝ่ายปฏิบัติ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการศธ.และรัฐบาลรับฟังความคิดเห็นจากคนทำงานหรือฝ่ายปฏิบัติให้มากขึ้น โดยเฉพาะการปฏิรูประบบผลิตและพัฒนาครูซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

