นักวิชาการ เปิดโจทย์ใหญ่ กางปัญหา รอ ‘รัฐมนตรี ศธ.-อว.’ เร่งแก้
เมื่อวันที่ 8 เมษายน นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากคำแถลงนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล มีความโดดเด่นด้านทุนมนุษย์ขึ้นมา และพบว่ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดดเด่นขึ้นมาอย่างผิดคาด เป็นกระทรวงที่ได้รับการยอมรับ มีกลุ่มอุดมศึกษาที่ชัดเจน
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของ อว.พบข้อดีคือ มีการยกระดับมหาวิทยาลัย สนับสนุนนวัตกรรม ยกระดับเทคโนโลยี โดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐาน ทั้งยังมีความคาดหวังว่าจะยกระดับมหาวิทยาลัยให้เทียบเท่ากับระดับนานาชาติ นโยบายที่ออกมามีความเป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุผล มีตรรกะ และนำทิศทางของระบบการอุดมศึกษาได้ดี นอกจากนี้ ได้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่เป็นนักเทคโนแครต ผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาดูแล ซึ่งเข้าใจ เห็นปัญหา และได้สร้างปรากฏการณ์ได้ดีระดับหนึ่ง
นายสมพงษ์กล่าวว่า ด้านกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายที่ให้ความสำคัญอยู่ 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.การเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน 2.เกิดแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ประชาชนได้เรียนรู้ตลอดเวลา และ 3.ลดภาระงานครู ให้โรงเรียนมีอิสระในเรื่องของการจัดการเรียนรู้ มีการปรับหลักสูตรเชื่อมโยงไปสู่การมีงานทำ สะท้อนว่านโยบายเห็นความสำคัญในการเรียนอาชีวะ สายอาชีพมากขึ้น นอกจากนี้ได้มีการเชื่อมโยงกับธนาคารหน่วยกิต เห็นความสำคัญถึงกลุ่มเปราะบางต่างๆ และยังมีนโยบายที่เกี่ยวข้องและส่งผลดีกับการศึกษา เช่น ปลดหนี้ให้ประชาชน ให้ความสำคัญกับระบบครอบครัว มุ่งปราบปรามยาเสพติด มุ่งให้ทหารปลดประจำการแล้วมีงานทำ นอกจากนี้ยังมีการปฏิรูประบบราชการ
นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า ในภาวะที่เผชิญปัญหาวิกฤตพลังงาน สิ่งที่ต้องเร่งผลักดัน คือ การเรียนฟรี จะทำอย่างไรที่ไม่เก็บค่าใช้จ่ายในการเปิดเทอมที่จะถึงนี้ และนโยบายเรียนฟรีจริงนั้น จริงแค่ไหน? มองว่านโยบายนี้จะแก้ปัญหาการศึกษาที่เป็นวิกฤตของประเทศได้เพียง 30% เท่านั้น อีก 70% จะต้องเผชิญกับตัวระบบ โครงสร้าง และวัฒนธรรมองค์กรที่ปฏิบัติต่อกันมาจะกลายเป็นปัญหาและอุปสรรค
นายสมพงษ์กล่าวด้วยว่า สำหรับรัฐมนตรีที่มากำกับดูแล อว.นั้นดีมาก แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่อุดมศึกษาออกนอกระบบ ซึ่งมหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องหารายได้ ซึ่งต้องหาผลประโยชน์ทำธุรกิจอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน, ศูนย์การค้า เป็นต้น การหารายได้จึงกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ เป็นลมหายใจของผู้บริหาร ในขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัย มุ่งเน้นการได้ตำแหน่งทางวิชาการ มุ่งการตีพิมพ์งานวิชาการ มากกว่าการบริการสังคม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ เกิดการแย่งผู้เรียน มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่จะทำอย่างไรให้คุ้มกับการเรียนการสอน
นายสมพงษ์ยังระบุอีกว่า นอกจากนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างอุดมศึกษาขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ที่ผ่านมา อว.แทบจะไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆเลย แต่นี่คือครั้งแรกที่มีนโยบายที่ชัดเจนออกมาว่าจะนำทิศทาง นำอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม มาเป็นพื้นฐานสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศ ดังนั้นงานหนักที่ต้องทำคือ จะสามารถเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนนโยบาย จะทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยกลับมาเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤต เช่น แก้ปัญหาฝุ่น การเกษตรแม่นยำ เป็นต้น
“อยากให้รัฐมนตรี อว.เข้าไปดูปัญหา สางปัญหาแต่ละเรื่อง ซึ่งจะพบว่าอุดมศึกษายังมีเรื่องที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง ปฏิรูปเกือบ 100% แต่ถ้าเข้าไปยังเที่ยวเปิดงานอีเวนต์ เปิดป้ายต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะฆ่าความเป็นรัฐมนตรีที่รู้ปัญหาจริงๆได้เลย” นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวว่า ในส่วนของ ศธ. ปัญหาสำคัญคือ นโยบายที่ออกมาไม่สามารถเข้าไปแก้ไข ปฏิรูปได้ เพราะ ศธ.ที่อยู่กับที่มา 30 ปี โครงสร้าง ระบบ กฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่ทำให้ไปต่อค่อนข้างยาก มองว่าเมื่อ ศธ.ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปมานาน 30 ปี จะมีทั้งการรวมศูนย์ งบประมาณมากแต่คุณภาพกลับตกต่ำลง สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ ว่าจะทำอย่างไรให้กระทรวงเล็กลง และจะกระจายอำนาจอย่างไร นอกจากนี้ จะเผชิญปัญหาเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงเปิดเทอมใหม่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ช่วงภาวะปัญหาปัจจุบันนี้ ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นจะต้องเรียนออนไลน์ การเปิดโรงเรียนปกติ ให้มาเรียนออนไซต์ เด็กจะได้รับการเรียนรู้ตามปกติ ได้ทานอาหารกลางวัน ได้ทานนม ไม่เป็นภาระกับพ่อแม่ในเรื่องการเลี้ยงดู ดังนั้น อย่าเรียนออนไลน์ และอย่างเลื่อนเปิดเทอม สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นในภาวะวิกฤตนี้ อาจจำเป็นต้องใช้งบกลางมาช่วยเหลือพัฒนาเด็กในช่วง 3 เดือนแรก โดนช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าอาหารเช้า ค่าใช้จ่ายด้านเสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียน
“ผมคิดว่านโยบายของ ศธ. นอกจากจะมีนโยบายที่แถลงในสภาแล้ว จะต้องมีนโยบายเฉพาะของ ศธ.เอง โดยนำเอานโยบายที่เพื่อไทยเคยหาเสียงมาทำเป็นนโยบายเฉพาะ เช่น การยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติและทุนมนุษย์, 1 ทุน 1 อำเภอ และการติดตามเด็กกลับมาเรียนที่ควรดำเนินการต่อเนื่อง มองว่ารัฐมนตรีต้องแสดงฝีมือมากกว่าปกติ เพราะปัญหาเรื้อรังยาวนาน ไม่ได้แก้ไขมานาน นโยบายที่มีนั้นอาจจะไม่พอเพียงกับการยกระดับการศึกษาของประเทศ ทำให้ทรัพยากรทุนมนุษย์ของไทยดีขึ้นได้ ดังนั้นในภาพรวมให้เกรด B แต่เมื่อลงไปสู่การเปลี่ยนแปลงมองว่าระบบ โครงสร้างมีปัญหา แต่เชื่อว่าข้าราชการ ศธ.ในปัจจุบันยินดีร่วมมือในการเปลี่ยนแปลง เพียงต่อว่าจะต้องอาศัยนักการเมืองที่ให้ความมั่นใจ มีความกล้าหาญทางการเมือง จึงจะทำให้การศึกษาของไทยเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง” นายสมพงษ์กล่าว

