ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม ‘จุลสาหร่าย KU01’ กำลังถูกพัฒนาเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศไทย ทั้งด้านเชื้อเพลิงและอาหาร โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ เปิดตัว “โครงการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบโปรคืนสูง และวัตถุดิบสำหรับการผลิตเชื้อเพลิง ชีวภาพ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน จากจุลสาหร่าย Chlorella vulgaris KU 01” ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้
พร้อมส่งเทียบเชิญ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมพูดคุยถึงทิศทางงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

โต้โผหลักอย่าง นายดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการอธิการบดีม.เกษตรฯ อธิบายว่า โครงการสาหร่าย Chlorella vulgaris KU 01 มีประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ เจริญเติบโตโดยอาศัยคาร์บอนไดออกไซค์ ดังนั้นกระบวนการผลิตจึงต้องมีเครื่องดูดซับคาร์บอนไดออกไซค์ในอากาศ ซึ่งสร้างขึ้นมาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทำเป็น ไบโอชาร์(Biochar) ถูกเก็บอยู่ในถัง เป็นของเหลว สามารถนำมาเลี้ยงสาหร่ายตัวนี้ให้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ประโยชน์ คือ ให้คุณค่าทางอาหารสูง สามารถสกัดเป็นน้ำมัน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในอากาศยานส่วนเศษเหลือจากการกลั่น สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาหารสัตว์ได้ เรียกว่า ซุปเปอร์ฟู้ดได้
ขณะที่ นายนภัส แก้วตระกูลชัย นักวิจัยชำนาญการ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ม.เกษตรฯ อธิบายว่า โครงการนี้จะเป็นทางรอดใหม่ของอุตสาหกรรมโปรตีนและพลังงานสะอาด จุดเด่นของจุลสาหร่าย คือ โตเร็ว เพาะเลี้ยงง่าย ยืดหยุ่น มีความหลากหลายทางสายพันธุ์ ส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมของกลุ่มโปรตีนทางเลือก พลังงานชีวภาพ สารมูลค่าสูง กลุ่มคาร์โบไฮเดรต ทั้งนี้ได้ทำการวิจัยผ่านการพัฒนาสายพันธุ์เฉพาะด้วยวิธีธรรมชาติ จนกลายเป็นสายพันธุ์หลัก ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชภายใต้กรมวิจัยการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายเกียรติทวี ชูวงศ์โกมล อาจารย์ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรฯ กล่าวเสริมว่า ประโยชน์ของจุลสาหร่ายคือ ดูดสารพิษ สามารถดักจับโลหะหนักได้จากการรับประทาน , ภูมิคุ้มกัน พบประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งและสามารถสร้างแอนติบอดี ภูมิคุ้มกันทั่วไป , ดูแลหัวใจและหลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอล ปรับสมดุลความดัน ควบคุมน้ำตาล และเพิ่มความทนทานให้กับลำไส้ ทำให้ลำไส้แข็งแรง เป็นพรีไบโอติกชั้นดี พบว่าเมื่อกระตุ้นเซลล์ปอดที่เกิดจากการอักเสบ เพราะฝุ่นPM2.5 แล้วใส่สาหร่ายลงไป พบว่า สามารถลดการอักเสบในปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอาหารเสริมสำหรับการช่วยบำรุงปอดในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการทดสอบกับเซลล์มะเร็งลำไส้ พบว่าสามารถยับยั้งมะเร็งลำไส้ได้ค่อนข้างดี ดังนั้นจึงสามารถเป็นอาหารเสริมได้หลายรูปแบบ แบบผง แบบเม็ดหรือแคปซูล อาหารฟังก์ชั่น และประโยชน์ชะลอวัยและฟื้นฟูเซลล์ผิว , ดีท็อกซ์ผิวและต้านอนุมูลอิสระ , เติมน้ำและสร้างเกราะป้องกันผิว และปลอบประโลมและสมานผิว
น.ส.วราพร พิมพ์ประไพ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรฯ กล่าวว่า เมื่อสกัดน้ำมันแล้วกากจะถูกนำไปใช้ทำอาหารสัตว์ เพราะยังมีความเข้มข้นของโภชนาการสูง ไม่ว่าจะไปธาตุเหล็กหรือ linolenic acid ที่เป็น Fatty acid สำคัญในการพัฒนากล้ามเนื้อ การเติบโต ภูมิคุ้มกันต่างๆ รวมถึงเสริมคุณภาพของเนื้อสัตว์และนม แต่ต้องมีปริมาณที่พอเหมาะ
“การทดสอบในโคเนื้อ พบว่าทำให้ Performance การเติบโตดีขึ้น เมื่อเสริมตัวสาหร่ายสกัดในอาหารสัตว์ ดังนั้นคณะสัตวแพทย์มองว่าสาหร่ายตัวนี้มีศักยภาพในการพัฒนา เนื่องจากเรามีทั้งศูนย์วิจัยและนวัตกรรมในด้านงานวิจัย ซึ่งมีศักยภาพ รวมถึงมีต้นแบบในการพัฒนาสูตรอาหาร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต ลดโรค”น.ส.วราพรกล่าว
ปิดท้ายที่ นายภาณุมาศ อรุณเดชาวัฒน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรฯ กล่าวว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีหน้าที่ยกระดับโครงการนี้ไปสู่อุตสาหกรรมได้ มองใน 2 แง่มุมมาตรฐานเราจะเน้นที่การนำน้ำมันที่ได้จากสาหร่ายไปเป็นน้ำมันอากาศยานและเน้นเรื่องการผลิตให้ได้ปริมาณมาก ซึ่งมีความท้าทายสำคัญคือประเด็นทางด้านโลจิสติกส์ ปัจจุบันมีวิกฤตการณ์ 3 เรื่อง ทั้งสงคราม คาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น และวิกฤตน้ำมัน ซึ่งในอุตสาหกรรมสาหร่ายจะได้ผลประโยชน์ 3 ทาง ทั้งพลังงาน ซุปเปอร์ฟู้ดสำหรับมนุษย์ และซุปเปอร์ฟู้ดสำหรับสัตว์ เป้าหมายแรก คือ ถ้าเราจะยกระดับต้องทำให้ได้ 3 แสนลิตร/วัน โดยน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจะมีมาตรฐานอยู่แล้ว เรียกว่า มาตรฐานASTM (American Society for Testing and Materials) เมื่อนำน้ำมันดิบจากสาหร่ายมาแล้ว มาทำการสกัดแล้วใช้น้ำมันSAF จะสามารถมีคุณสมบัติที่จะนำไปเติมเป็นน้ำมันอากาศยานได้
“ข้อดีที่สุดของสาหร่ายเมื่อนำมาเป็นน้ำมันอากาศยานแล้ว คือ การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 80-96 เปอร์เซ็นต์ และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีมาตรฐานเพียงพอต่อการเป็นน้ำมันอากาศยานยั่งยืนได้ และเป้าหมายที่ทำได้จากการเก็บข้อมูล ตอนนี้เราทำน้ำมันดิบได้ประมาณ 38 บาท/กิโลกรัม โดยธรรมชาติของวิศวะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งคิดว่าในอนาคตจะทำให้ต้นทุนต่ำกว่านี้” นายภาณุมาศกล่าว
จุลสาหร่ายKU01 กำลังก้าวจากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง สร้างพลังงานสะอาดและอาหารสัตว์ครบวงจร หากต่อยอดสู่อุตสาหกรรม เชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย

