ศธ. ชู 5 ภารกิจ พลิกโฉมการศึกษา ลดภาระครู คืนอนาคตเด็ก เร่งดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ เสร็จในรบ.นี้

20.04.26 | 16:44 น.

‘ประเสริฐ’ กางแผน 5 ปี พลิกโฉมการศึกษา ชู 5 ภารกิจ ลดภาระครู รื้อสูตรจัดงบรายหัว เร่งดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ เสร็จในรัฐบาลนี้

เมื่อวันที่ 20 เมษายน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการ ประชุมมอบนโยบาย และการขับเคลื่อนนโยบายของศธ. โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ผู้บริหารองค์กรหลัก ของศธ.พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่า ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้วางกรอบการจัดทำงบประมาณ ปี พ.ศ. 2570 ตนจึงได้นำกรอบดังกล่าวมาแปลง เป็นนโยบาย แบ่งเป็น 5 ภารกิจหลัก ได้แก่

1. คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก ให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำภาระงานอื่น ไม่ว่าจะเป็น งานเอกสาร อาหารกลางวัน จัดทำ “Work Smart” ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเอกสารดิจิทัลมาใช้ลดงานธุรการ และเตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น ไม่ให้ครู ต้องมาทำหน้าที่แม่ครัวและงานจัดซื้อจัดจ้าง

2. รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ ยกเลิกการจัดสรรงบรายหัวแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม โดยจะจัดเปลี่ยนเป็นให้งบ “ตามความจำเป็นจริง” พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ

3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบท่องจำเป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะ เน้นการคิดวิเคราะห์ และให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ผลักดันนโยบาย “AI for All” เพื่อเตรียมความพร้อม การทดสอบตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA 2029 พร้อมบูรณาการตั้ง Human Capital Superboard ข้ามกระทรวง ทั้ง ศธ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคเอกชน ผลักดันธนาคารหน่วยกิตกลาง (Credit Bank) และร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเพื่อสร้าง Global Citizen

Advertisement

4. โรงเรียนต้องเป็น พื้นที่ปลอดภัย ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง ทำงานเป็นทีมร่วมกับนักจิตวิทยา และนักกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้เรียน และบุคลากรจากความรุนแรง

5. ผลักดันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเปรียบเป็น “ธรรมนูญการศึกษา” เพื่อปลดล็อกหลักสูตร และคุ้มครองผู้เรียนอย่างยั่งยืน โดยจะเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นภายในรัฐบาลนี้ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีทิศทาง กระทรวงศึกษาธิการได้วางกรอบเป้าหมายระยะ 5 ปี (2026-2030) โดยเริ่มจากการกางพิมพ์เขียว และนำร่องโครงการนวัตกรรมในช่วง 1-2 ปีแรก อาทิ ระบบเอกสารดิจิทัล และระบบครัวกลาง ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษา และขยายผลการใช้ AI เพื่อช่วยงานครูทั่วประเทศ

โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดในปี พ.ศ. 2030 ที่การศึกษาไทยจะถูกพลิกโฉมอย่างเต็มรูปแบบ เด็กไทยเรียนไปมีงานทำ ทัดเทียมมาตรฐานโลก และมีการใช้ระบบ Admin Automation ในโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อคืนเวลาสอนให้ครูอย่างแท้จริง จากนั้น จะสร้าง Blueprint ด้วยพลังของทุกคน ในสัปดาห์หน้า ศธ. เตรียมจัด Workshop ครั้งใหญ่ที่รวมทั้งคนในกระทรวง คนหน้างาน และคนที่ทำงานด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันออกแบบ Blueprint ของศธ. และเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด จะมีการเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงทุกวันพุธแบบเว้นสัปดาห์

“ผมคนเดียวแก้ปัญหาชั่วข้ามคืนไม่ได้ การศึกษา เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่เราทำได้หากจับมือกัน วันนี้ผมขอชวนทุกคนถอดหมวกทางการเมืองแล้วสวมหมวกของ ‘ทีมการศึกษาไทย’ เราจะไม่นำการศึกษามาเล่นการเมือง ดังนั้น หากเราต้องการ Education for All เราต้องเริ่มจาก All for Education เราจะเริ่มงานนี้ตั้งแต่วันนี้ และเราจะก้าวหน้าไปด้วยกัน ผมเชื่อว่าศธ. มีบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมาก การทำงานที่เป็นระบบแท่ง ต้องปรับเป็นทีมศธ.” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ในช่วงเปิดภาคเรียน เดือนพฤษภาคมนี้นั้น ตนมีข้อกังวล 2 เรื่อง คือ วิกฤตพลังงาน และปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งได้มีการประสานโรงเรียน เบื้องต้นให้ลดกิจกรรมนอกห้องเรียน ส่วนเรื่องวิกฤตพลังงาน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดภาระผู้ปกครอง อาทิ จัดโครงการธงฟ้า ขายเครื่องแบบนักเรียนราคาถูก ส่วนเรื่องลดค่าบำรุงการศึกษานั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการหารือ และเร็ว ๆ นี้จะมีการออกแนวปฏิบัติ การลดค่าบำรุงการศึกษา เพื่อเป็นมาตรฐานกลาง แจ้งให้โรงเรียนรับทราบ และนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม