สอศ. แจงยิบ หลังเพจดังแฉคืนตำแหน่ง-อัพเงินเดือน ผอ.เทคนิคธัญบุรี หลังถูกจับรีดเงินผู้รับเหมา ชี้ศาลยกฟ้องไร้ผิด ยันทำตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 22 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย โพสต์ข้อความตั้งคำถาม ถึงผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่ามีการเอื้อประโยชน์พวกพ้องหรือไม่?
จากกรณีการจับกุมสะเทือนวงการอาชีวะ เมื่ออดีต ผอ.วิทยาลัยเทคนิคชื่อดัง ถูกรวบคาของกลางคดีเรียกรับสินบนผู้รับเหมา หลังจากเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และตำรวจ บุกจับกุม นายเพชรโยธิน (ผอ.วิทยาลัยเทคนิคฯ ในขณะนั้น) พร้อมของกลางคาโต๊ะ กรณีเรียกรับเงินผู้รับเหมาก่อสร้าง
เดือน มีนาคม 2566 ต่อมาเลขาธิการ การอาชีวศึกษา (กอศ.) สั่ง ‘พักราชการ’ ทันทีหลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา จากนั้นเดือนกุมภาพันธ์ 2667 อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 และศาลประทับรับฟ้องเรียบร้อย
แต่ในเดือน มีนาคม 2567 เพียง 1 เดือนหลังศาลรับฟ้อง 19 มีนาคม 2567 เลขาธิการกอศ. สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทุจริต กลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 ได้ออกคำสั่งย้ายไปนั่งตำแหน่ง ผอ.วิทยาลัยการอาชีพฯ พร้อมปรับเพิ่มเงินเดือนจาก 42,140 บาท เป็น 58,430 บาท มีผล 1 เม.ย. ที่ผ่านมา

โดยทางองค์กร STRONG และเครือข่ายผู้รักความโปร่งใส ขอตั้งคำถามไปถึง ศธ. และ กอศ.
1. การใช้ดุลยพินิจคืนตำแหน่งและเลื่อนขั้นให้ผู้ที่ ‘ศาลรับฟ้องคดีทุจริตแล้ว’ ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลและนโยบายปราบโกงของรัฐบาลหรือไม่..?
2. มาตรฐานการพิจารณาความดีความชอบของอาชีวะอยู่ตรงไหน? ในเมื่อคนที่มีมลทินมัวหมองกลับได้ดิบได้ดี
3. มี ‘สายสัมพันธ์พิเศษ’ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจครั้งนี้หรือไม่..?
ต่อมาทางเพจ ประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ชี้แจงกรณีดังกล่าว ระบุว่า สอศ.ชี้แจงข่าวออนไลน์ไม่ตรงข้อเท็จจริง ยืนยันสั่งผอ. กลับเข้ารับราชการถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมายทุกขั้นตอนโดย ก.ค.ศ. มีมติให้เพิกถอนคำสั่งพักราชการเนื่องจากเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลยกฟ้องคดีทุจริต
สอศ. พิจารณาแล้ว เห็นว่าข้อมูลที่นำเสนอดังกล่าวคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงขอชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการในกรณีกล่าวหานายเพชรโยธิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคธัญบุรี ดังนี้
1. ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 เวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ได้ทำการจับกุมอดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิค พร้อมของกลางเงินสด จำนวน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)
2. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีคำสั่งลับ ที่ 375/2565 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2565 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลับ ที่ 376/2565 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2565 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายดังกล่าวพักราชการ
3. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรธัญบุรี ได้จัดส่งสำนวนการสืบสวนกรณีกล่าวหานายเพชรโยธิน ราษฎร์เจริญ ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
4. สำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือ ลับ ที่ ปช 0040 (ปท)/0988 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2565 แจ้งมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 97/2565 วาระที่ 6.8 ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติว่า เรื่องกล่าวหาเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง จึงส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนดำเนินการทางวินัยไปตามหน้าที่และอำนาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 64 และให้รายงานผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ตามมาตรา 65 แห่งกฎหมายเดียวกัน
5. ผลการสอบสวนมีมติไม่ร้ายแรง เนื่องจากมีผู้นำเงินสดจำนวน 30,000 บาท มาส่งให้เจ้าหน้าที่ และมีการลงรายการว่าเป็นเงินบริจาค ตามหลักฐานใบสรุปยอดรับเงินประจำวัน 2 มีนาคม 2565 ซึ่งตรงกับหลักฐานที่ปรากฏในสมุดบัญชีธนาคาร ส่วนเงินจำนวน 10,000 บาท เป็นเงินที่จ่ายภายหลังมีการอนุมัติให้ตรวจรับงานแล้วตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2565 จึงไม่มีเหตุให้งดจ่ายเงินค่าจ้างได้ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ เนื่องจาก แม้ผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นผู้รับเหมาจะไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ผู้ถูกร้องเรียนก็ยังคงอนุมัติการจ่ายเงินและเช็คเงินค่าจ้างโดยไม่มีเงื่อนไข และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องเรียนมีพฤติกรรมเรียกรับเงินจากผู้รับจ้างหรือผู้ขายมาก่อน
6. ต่อมา อ.ก.ค.ศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ครั้งที่ 16/2565 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2565 รับทราบรายงานการดำเนินการทางวินัย
7. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีคำสั่งลับ ที่ 312/2566 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2555 ข้อ 17 (2) และแจ้งผลการร้องเรียนให้ผู้ร้องเรียนทราบ ปรากฏตามไปรษณีย์ตอบรับ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566
8. ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีคำสั่งลับ ที่ 584/2566 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2566 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพักราชการ (ครั้งที่ 2) ด้วยเหตุต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157
9. อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ (ที่ทำการแทน ก.ค.ศ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2567 พิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งพักราชการดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพักราชการ และสั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ
10. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีคำสั่งลับ ที่ 516/2567 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2567 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายดังกล่าวกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ
11. สำนักงาน ก.ค.ศ. รับทราบผลการสอบสวนตามข้อ 5
12. ต่อมา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง
จากขั้นตอนและกระบวนการดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2565 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ได้ทำการจับกุม ได้ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ทั้งการสอบสวนวินัยและการพักราชการ ต่อมา มีการสั่งพักราชการครั้งที่ 2 ด้วยเหตุเดิม แต่องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ก็ได้วินิจฉัยว่าเป็นการสั่งพักราชการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 จึงสั่งให้กลับเข้ารับราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 124 และกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 ข้อ 16 ซึ่งกำหนดว่า เมื่อ ก.ค.ศ. ได้มีมติเป็นประการใดแล้ว ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 สั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินั้นในโอกาสแรกที่ทำได้ โดยมิได้กำหนดว่าการสั่งให้กลับเข้ารับราชการต้องรอฟังผลอาญาหรือให้คดีอาญาถึงที่สุดเสียก่อน และเพื่อลดปัญหาข้อขัดแย้ง จึงได้มีคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งวิทยาลัยการอาชีพพระสมุทรเจดีย์ ในอัตราเงินเดือนเดิม
ส่วนขั้น 58,430 บาท นั้น เป็นอัตราเงินเดือนของตำแหน่งเดิม ไม่ใช่การเลื่อนให้ผู้ถูกร้องเรียนได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นเป็นจำนวนกว่า 16,000 บาท ตามที่มีการเสนอข่าว
ดังนั้น การดำเนินการของผู้บังคับบัญชาและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจึงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นไปตามความจำเป็นเหมาะสมทุกประการ หาได้มีการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ ทั้งในส่วนของการดำเนินการทางวินัย ซึ่งองค์กรที่มีอำนาจพิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัยก็มีมติเห็นชอบและรับทราบผลในกรณีดังกล่าว และคดีอาญานั้น ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องผู้ถูกกล่าวหา
ส่วนการสั่งกลับเข้ารับราชการ การย้ายไปดำรงตำแหน่งที่สถานศึกษาแห่งอื่น และการพิจารณาความดีความชอบ ก็เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ มิใช่พิจารณาให้บุคคลที่มีมลทินมัวหมอง หรือมี ‘สายสัมพันธ์พิเศษ’ ได้รับความดีความชอบ ตามที่มีการนำเสนอข่าวในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด

จับ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคดังคาห้องทำงาน เรียกรับเงินผู้รับเหมาโครงการก่อสร้าง

