นักวิชาการ หนุน 5 นโยบายการศึกษา ห่วง 2.5 ล้านคนหลุดจากระบบ แนะเรียนฟรี ต้องฟรีจริงๆ

1.05.26 | 13:20 น.
นโยบายการศึกษา

นักวิชาการ หนุน 5 นโยบายการศึกษา ห่วง 2.5 ล้านคนหลุดจากระบบ แนะเรียนฟรี ต้องฟรีจริงๆ

มื่อวันที่ 1 พฤษภาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการการศึกษา เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลประกาศนโยบายเกี่ยวกับการศึกษา และอุดมศึกษา ประกอบกับ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบนโยบายการศึกษา 5 นโยบาย ได้แก่ 1. คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง 4. โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และ5. สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งจะเห็นว่าองค์รวมของนโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา อยู่ในเกณฑ์ดี หากให้คะแนนจากเต็ม 10 ตนให้ 7.5 คะแนน

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า แต่ในทางปฏิบัติ ในการขับเคลื่อนมีความเป็นไปได้สูง แต่เรื่องการศึกษาต้องใช้กรอบระยะเวลาประมาณ 4 ปี ถึงจะค่อยๆ เห็นผลการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม จะพบว่าผู้ที่มาสะท้อนเรื่องต่างๆให้รัฐมนตรีนั้น ส่วนใหญ่จะเป็น ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ข้าราชการระดับสูง แต่ผู้ปฏิบัติ ภาคประชาชนสังคม นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา มีโอกาสที่จะให้ข้อมูลรัฐมนตรีน้อยเกินไป จึงอาจจะเป็นจุดที่ทำให้รัฐมนตรีรับรู้ปัญหาน้อยไป

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ มีเป้าปัญหาการศึกษาที่สำคัญ คือ “การเรียนฟรีมีงานทำ” ที่รัฐบาลออกมาตรการมา โดยเฉพาะการเรียนฟรีมีจริง ตนคิดว่าเป็นไปได้ยาก เพราะปัจจุบันอยู่ในภาวะปัญหายากจน ต้นทุนชีวิตมนุษย์อยู่ในภาวะเสี่ยง จากงานวิจัย เปิดเทอมเด็กแต่ละคน จะต้องมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน 9,420 บาทต่อคน ค่าเล่าเรียนประมาณ 2,700 บาท ค่าเดินทาง 2,600 บาท เครื่องแบบนักเรียน 900 กว่าบาท เป็นต้น เงินจำนวนนี้จะน็อกผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองอยู่ในภาวะที่ยาก และจะทำให้ผู้ปกครองอยู่ในภาวะที่ยากต่อการตัดสินใจที่เอาอนาคตลูกตัวเองเสี่ยง ซึ่งจะทำให้โศกนาฏกรรมทางการศึกษาจะเกิดขึ้น เพราะเด็กจะหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า เปิดเทอมที่จะถึงนี้ จะพบเด็กกลุ่มสีแดง หรือเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาเกือบ 2.5 ล้านคน ดังนั้นการเรียนฟรีรัฐบาลจะช่วยเหลือ 5 รายการ แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่รัฐยังมองไปไม่ถึง เช่น ค่าเดินทาง ค่าเครื่องแบบ ค่าอาหารเช้า ดังนั้น “การเรียนฟรี” ต้องหนักแน่นกว่านี้ และต้องฟรีจริงๆ มองว่างบประมาณที่ ศธ. นำมาช่วยเหลือ เยียวยาผู้ปกครอง ต้องลงมาถึงครอบครัวเด็กกลุ่มเปราะบาง กลุ่มยากจนให้มากขึ้น มองว่ามาตรการที่ออกมาช่วยเหลือผู้ปกครองได้เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ผู้ปกครองยังต้องรับภาระอยู่ และการกู้เงินอาจจะเพิ่มมากขึ้น 2 เท่า ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยเหลืออย่างไร

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่มีการระบุว่าปัญหาการศึกษาทั้งหลาย เกิดจากระบบและโครงสร้าง ตนมองว่าถูก 50% ระบบและโครงสร้างในปัจจุบัน บริหารสั่งการจากระบบราชการ 76% การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน 17% และ ท้องถิ่น 6% ส่วนที่เหลือเป็นการศึกษานอกระบบ โรงเรียนนานาชาติ เป็นต้น เมื่อระบบราชการยังเป็นคนจัดการศึกษาส่วนใหญ่ ซึ่งจะทำให้ช้า อุ้ยอ้าย รวมศูนย์ สิ่งที่เกิดขึ้นและทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา เพราะ ระบบนี้เป็นตะแกรงร่อนเด็กเป็นกลุ่มๆ จากการวัดและประเมินผล ทำให้เกิดชนชั้น ฐานะทางสังคมด้วยคำว่า “มาตรฐาน การวัดผล การประกันคุณภาพ” ซึ่งมีประชากรไทยประมาณ 40% ที่หลุดจากระบบการศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษา-มัธยมศึกษา และไม่ได้รับการศึกษาต่อ ระบบการเรียนรู้ ระบบหลักสูตร ระบบการวัดผล ให้ความสำคัญในเรื่องการแพ้คัดออก มาตรฐาน และต้องแข่งขัน ดังนั้นเมื่อกลุ่มคนเปราะบางเข้าสู่ระบบการแข่งขัน ส่วนใหญ่จะไม่รอด

Advertisement

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่คุณภาพที่ได้ต่ำ หากไม่ปฏิรูประบบงบประมาณ ก็จะไปไม่รอด ส่วนระบบฝึกหัดครู ยังเป็นระบบที่ตอบโจทย์ได้ดีบางเรื่อง แต่ยังเป็นลักษณะของการแข่งขันกันเปิด แย่งจำนวนผู้เรียน คุณภาพของแต่ละสถาบันก็แตกต่างกัน ทำให้เห็นว่าการผลิตครูนั้นล้นตลาด ดังนั้นต้องมาดูระบบดังกล่าวอีกครั้ง

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สุดท้ายนโยบายของ ศธ. ที่พูดถึงการออกแบบ สถาปัตยกรรมทางการศึกษา คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่วางกรอบเวลาว่าจะต้องเสร็จภายใน 2 ปี แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าทุกรัฐบาลจะออกพ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ได้ แต่สุดท้ายก็ล้มทุกครั้ง ดังนั้น นอกจากการวางกรอบเวลาแล้ว ต้องทำอย่างไรที่จะให้สัญญากับคนในแวดวงการศึกษาว่ารัฐบาลนี้จะไม่ชะลอ ไม่ช้า และทำให้หลุดอีก นี่คือเรื่องสำคัญ มองว่า ต้องรื้อระบบโครงสร้าง ทำอย่างไรให้ ศธ.เล็กลง ทำอย่างไรให้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบาย ดูแลมาตรฐาน และทรัพยากร โดยกระจายอำนาจไปที่เขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน ท้องถิ่นอย่างแท้จริง สิ่งที่เป็นคานงัดสำคัญของระบบการศึกษา คือ การกระจายอำนาจอย่างแท้จริง

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ถ้ามีการจัดตั้ง Human Capital Superboard มองว่าจังหวัดต่างๆ ต้องมีสมัชชาการศึกษาของแต่ละจังหวัดด้วย ดังนั้น จังหวัดจะต้องสามารถจัดการการศึกษาด้วยตนเองได้ ด้วยการร่วมมือกับข้าราชการ ท้องถิ่น เอกชน Human Capital Superboard จะต้องระมัดระวังด้วย เพราะอาจจะกลายเป็นการรวมศูนย์ตัดสินใจอีก ส่วนการนำ AI เข้ามาใช้ในการเรียนรู้ ต้องทำเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเหลื่อมล้ำมากขึ้น ดังนั้น นโยบายต่างๆ ต้องมีความชัดเจน

“นอกจากนี้ ทุนมนุษย์ จะต้องมีความชัดเจน ให้มีความสมดุล ในแง่สังคม สวัสดิการ การมีงานทำของครอบครัว ให้เท่าเทียมกับด้านเศรษฐศาสตร์ด้วย ปัจจุบันทุนมนุษย์ของไทย อยู่ในอาการร่อแร่ ฟื้นยาก ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ทุนมนุษย์มีคุณภาพ เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ เป็นพลเมืองที่เข้าใจบริบทโลก เข้าใจการเปลี่ยนแปลง มองว่านโยบายของ ศธ. ค่อนข้างดี แต่ในภาคปฏิบัติอยากให้รัฐมนตรีเปิดกว้างมากกว่านี้ รับฟังคนที่ได้รับผลกระทบ ผู้ปฏิบัติ และคนที่เห็นต่างมากขึ้น ซึ่งจะได้แนวทางที่หลากหลายมากขึ้น” นายสมพงษ์ กล่าว